Main Menu
สำรวจความคิดเห็น

สำรวจความพึงพอใจ
แนะนำ ติดชม narcotic@fda.moph.go.th

View Results

Loading ... Loading ...

Archive for the ‘ข้อมูลวิชาการ / งานวิจัย’ Category

alpha-Phenylacetoacetonitrile (APAAN)

คุณสมบัติ  :  alpha-Phenylacetoacetonitrile (APAAN) เป็นสารสังเคราะห์ที่ใช้เป็น
วัตถุดิบและใช้เป็นสาร reagent ในการสังเคราะห์สารอินทรีย์ในอุตสาหกรรมเคมีและ
การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เช่น ใช้สังเคราะห์วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสี และใช้สังเคราะห์
สารที่ทำให้คงตัว (stabilizer) ใน photographic emulsions  APAAN เป็นสารตั้งต้น
ในการผลิต 1-phenyl-2-propanone (P-2-P) โดยให้ P-2-P ออกมาในปริมาณสูง P-2-P
เป็นสารเคมีที่ถูกควบคุมตาม Table I ของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบ
ค้ายาเสพติดให้โทษและวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. ๑๙๘๘ และถูกควบคุม
เป็นยาเสพติดให้โทษใน ประเภท ๔ ภายใต้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
เนื่องจาก P-2-P เป็นสารตั้งต้นในการผลิตแอมเฟตามีน (amphetamine) และ
เมทแอมเฟตามีน(methamphetamine) ซึ่งถูกควบคุมเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๑

pic2_apaan
 –
ลักษณะทางกายภาพ: white – off white or light yellow crystalline powder
IUPAC name : 3-oxo-2-phenylbutanenitrile pic1_apaan
Molecular formula : C10H9NO
Molar mass: 159.18 g/mol
CAS Number : 2759-28-6 
Melting point : 88 – 94 oC
Density : 1.086 g/cm3  
CAS Number : 4468-48-8

Synonyms : 2-phenylacetoacetonitrile, α-acetylbenzylcyanide,
3-oxo-2-phenylbutanenitrile, 2-oxo-1-phenylpropylcyanide,
1-cyano-1-phenylpropane-2-on, 1-cyano-BMK,
3-keto-2-phenylbutyronitrile, α-aceto-α-cyanotoluene  

อันตรายและความเป็นพิษจากกระบวนการผลิต  กระบวนการผลิต P-2-P จาก APAAN เป็นกระบวนการที่อันตราย ต้องใช้ความร้อนและอาศัยกรดจำนวนมากในการทำปฏิกิริยา ทำให้เกิดแก๊สพิษและการเผาไหม้เสี่ยงต่อการเกิดระเบิดและอัคคีภัย

     เนื่องจากมีหมู่ cyanide อยู่ในโครงสร้างของ APAAN เมื่อมีการนำ APAAN มาผลิต
P-2-P หมู่ cyanide จะไม่สลายหรือเปลี่ยนรูปทั้งหมด  สาร cyanide ที่ถูกปลดปล่อย
ออกมานี้เป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรงต่อสุขภาพ และอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต

     ในกระบวนการผลิต P-2-P จาก APAAN จะเกิดของเสียหลายชนิด ได้แก่ กรดที่มีฤทธิ์กัดกร่อน แก๊ส ควัน และกลิ่น ซึ่งหากไม่มีอุปกรณ์ควบคุมที่ดีก็ถูกปลดปล่อยสู่ภายนอกก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ร่างกาย สิ่งมีชีวิต และระบบทางเดินหายใจ เคยมีการตรวจพบแมลงวันจำนวนมากตายในห้องผลิต P-2-P จาก APAAN ด้วย ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในกระบวนการผลิตรวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามต้องมีอุปกรณ์ป้องกันความเป็นพิษ เช่น สวมหน้ากากป้องกันไอพิษ และสวมชุดที่ใช้ในห้องปฏิบัติการซึ่งทำจาก PVC หรือ butyl rubber

     การขนส่งอุปกรณ์ สารเคมี หรือของเสียจากกระบวนการผลิต หากใช้รถบรรทุก
ในการขนส่งต้องมีระบบระบายอากาศเพราะหากไม่มีระบบดังกล่าวแล้วจะก่อให้เกิด
ความร้อนสูงจะเป็นเหตุให้เกิดแก๊สหรือกลิ่นจากปฏิกิริยาเคมีทำให้เกิดอันตราย
เมื่อมีผู้เปิดคอนเทนเนอร์ออกมา อุปกรณ์หรือสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการหากสิ้นสภาพ
แล้วต้องมีการเก็บรักษาอย่างเหมาะสมก่อนทำลายอย่างถูกวิธีเพื่อไม่ให้เกิดมลพิษ
ต่อสิ่งแวดล้อม

การติดยา การถอนยา และความเป็นพิษต่อร่างกาย  :  ปัจจุบันไม่ปรากฏการนำ APAAN ไปใช้เสพ APAAN ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ดวงตา ระบบทางเดินหายใจ และระบบย่อยอาหาร ผู้ใช้ต้องระมัดระวังในการใช้และสวมใส่ชุดป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

การประโยชน์ในด้านต่างๆ :
- ใช้เป็นวัตถุดิบและใช้เป็นสาร reagent ในการสังเคราะห์สารอินทรีย์ในอุตสาหกรรมเคมีและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เช่น ใช้สังเคราะห์วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสี และใช้สังเคราะห์สารที่ทำให้คงตัว (stabilizer) ใน photographic emulsions
- สำหรับประเทศไทย ในปัจจุบันยังไม่พบการนำ APAAN มาใช้ประโยชน์ภายในประเทศ (ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธุรกิจเคมี)

การนำไปใช้ในทางที่ผิด/ระบาดวิทยา  : ส่วนมากพบในรูปแบบผง และส่วนน้อยพบในรูปแบบของเหลว

     APAAN เป็นสารที่ถูกค้นพบว่าอยู่ในกระบวนการผลิต amphetamine และ methamphetamine ตั้งแต่ปี ๑๙๘๐ ที่ประเทศออสเตรเลีย และปี ๒๐๐๘ ที่ประเทศจีน และพบมีการใช้ APAAN เป็นสารตั้งต้นสำหรับการผลิต amphetamine และ methamphetamine ในห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่ ในเชิงอุตสาหกรรมครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซียเมื่อปี ๒๐๐๖

     เมื่อปี ๒๐๐๙ เริ่มตรวจพบการนำเข้า APAAN เข้ามาในยุโรป โดยพบมีการนำเข้ามากถึง ๑๒ ตัน โดยนำเข้ามากที่สุดที่ประเทศเนเธอร์แลนด์

     เมื่อปี ๒๐๑๐ พบรายงานการนำเข้า APAAN จำนวนมากถึง ๑๐ ตันมายังประเทศ
ในยุโรปอีก ส่วนใหญ่เป็นประเทศเนเธอร์แลนด์ และมีบางส่วนนำเข้าประเทศเบลเยียม
เยอรมนี โปแลนด์ ฮังการี สโลวาเกีย บัลแกเรีย ลิทัวเนีย โรมาเนีย สโลวีเนีย รัสเซีย
มาซิโดเนีย และอิตาลี โดยส่งออกมาจากประเทศจีน และในปี ๒๐๑๐ ค้นพบ
amphetamine หรือ methamphetamine จำนวนหลายตันที่มีต้นทางการผลิตมาจาก APAAN

     เมื่อปี ๒๐๑๑ ประเทศเนเธอร์แลนด์มีการปราบปรามทำลายสาร APAAN ซึ่งในปี ๒๐๑๑-๒๐๑๒ พบการนำเข้า APAAN เข้าประเทศเนเธอร์แลนด์มากกว่า ๘ ตัน โดยมีการจับตรวจยึด APAAN ครั้งใหญ่จำนวน ๑ ตันที่สนามบินอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) และอีก ๑ ตันที่ท่าเรือรอตเทอร์ดัม (Rotterdam)

     เมื่อปี ๒๐๑๒ มีรายงานจากรัฐบาลของประเทศในยุโรปจำนวน ๖ ประเทศว่ามีการตรวจยึด APAAN จำนวนทั้งสิ้น ๑๗.๕ ตัน (เบลเยียม ๗ ตันเนเธอร์แลนด์ ๖.๘ ตัน  ฮังการี ๓ ตัน) และในปีเดียวกันประเทศแคนาดาก็มีรายงานการตรวจยึด APAAN รวม ๖.๗ ตัน ได้เช่นกันโดยเป็น APAAN ที่ส่งมาจากประเทศจีน

     การขนส่ง APAAN ส่วนใหญ่มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนลำเลียงผ่านหลายประเทศในยุโรปแล้วมาสิ้นสุดที่ประเทศเนเธอร์แลนด์

     ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ตำรวจจับกุมชายสามคนที่กระทำการลักลอบผลิต P-2-P จาก APAAN ซึ่งในครั้งนั้นเกิดปัญหาในกระบวนการผลิตมีควันสีขาวจำนวนมากลอยออกมาจากบ้านที่มีการผลิต แต่ไม่มีผู้ใดได้รับอันตรายในเหตุการณ์นั้น

     เมื่อปี ๒๐๑๓ มีรายงานจากตำรวจประเทศเยอรมนีว่าพบ APAAN รูปแบบของเหลว โดยเป็น APAAN ผสมอยู่กับเอทานอลและน้ำ

     เดือนมีนาคม ๒๐๑๔ ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ตำรวจจับกุมชายห้าคนในห้องปฏิบัติการที่มีการลักลอบผลิต P-2-P จาก APAAN จากการตรวจค้นห้องปฏิบัติการดังกล่าวเพิ่มเติมพบ amphetamine ซุกซ่อนอยู่ ๖๐๐ กิโลกรัม

     จากฐานข้อมูลในระบบ Precursor Incident Communication System (PICS) ของ
คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ (INCB) พบว่า ในปี ๒๐๑๒-๒๐๑๔ มีการตรวจยึด
APAAN เป็นปริมาณ ๓๕.๙ ตัน (๓๘ ราย) ๔๔.๘ ตัน (๒๒ ราย) และ ๕.๕ ตัน (๓ ราย)
ตามลำดับ

การควบคุมอนุสัญญาระหว่างประเทศ  : คณะกรรมาธิการยาเสพติดแห่งสหประชาชาติ
(Commission on Narcotic Drugs ; CND) ในการประชุมสมัยที่ ๕๗ เมื่อเดือนมีนาคม
๒๕๕๗ มีมติเอกฉันท์ให้ควบคุม APAAN เป็นสารใน Table I ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการ
ต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดให้โทษและวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. ๑๙๘๘ 

การควบคุมในประเทศต่างๆ  :
ยุโรป : APAAN จัดอยู่ใน the European Commission’s Voluntary Monitoring List ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อสารที่ใช้ในการผลิตสารเสพติด
แคนาดา : APAAN จัดเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่ใช้ในกระบวนการผลิตยาเสพติด ผู้นำเข้าต้องได้รับใบอนุญาตและต้องขออนุญาตทุกครั้งที่มีการนำเข้า

การควบคุมในประเทศไทย  :
- ควบคุม APAAN เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๔ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งตามมาตรา ๒๖ ระบุห้ามมิให้ผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือ มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
- การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๑-๑๐ ปี และปรับตั้งแต่  ๒๐,๐๐๐ – ๒๐๐,๐๐๐ บาท และ
การครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปีหรือปรับไม่เกิน
๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

 ข้อมูลทางวิชาการและการนำไปใช้ในทางที่ผิดของ Tapentadol

คุณสมบัติ   Tapentadol เป็นสารที่ได้จากการสังเคราะห์ เป็นยาในกลุ่ม opioid analgesics ใช้บรรเทาอาการปวดระดับปานกลางถึงรุนแรง  

Tapentadol

Physical properties : Light brown solid

IUPAC name : 3-[(2R,3R)-1-(Dimethylamino)-2-methylpentan-3-yl]phenol

Molecular formula : C14H23NO

Molar mass : 221.3385 g/mol

CAS Number : 175591-23-8

คุณสมบัติการละลาย : ละลายได้ดีในน้ำ, กรดไฮโดรคลอริก (HCl) และของเหลวในลำไส้เล็ก ละลายได้ใน ethanol

ฤทธิ์เภสัชวิทยา 
     – บรรเทาอาการปวดโดยมีกลไกการออกฤทธิ์ดังนี้
       ๑. เป็น µ-opioid agonists โดยจับกับ µ-opiate receptors ในระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ ascending pain pathways ถูกยับยั้ง ส่งผลให้ความรู้สึกและการตอบสนองต่อความเจ็บปวดถูกยับยั้ง
       ๒. ยับยั้งการเก็บกลับ (reuptake) norepinephrine ซึ่งมีผลให้ทำให้ ascending pain pathways ถูกยับยั้งเช่นเดียวกัน
     – ระยะเวลาที่ออกฤทธิ์สูงสุด (Time to peak) ประมาณ ๑.๒๕ ชั่วโมง สำหรับรูปแบบ Immediate release และ ๓-๖ ชั่วโมง สำหรับรูปแบบ Extended release
     – ค่าครึ่งชีวิตของยาประมาณ ๔ ชั่วโมง สำหรับรูปแบบ Immediate release และ ๕-๖ ชั่วโมง สำหรับรูปแบบ Extended release

อาการไม่พึงประสงค์ : คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ท้องผูก ปวดศีรษะ ง่วงซึม ฯลฯ             

ความเป็นพิษ :
     – มีรูปแบบความเป็นพิษเช่นเดียวกันกับยาบรรเทาปวดกลุ่ม opioid อื่นๆ เช่น ภาวะการหายใจถูกกด ชัก และเสียชีวิตได้โดยความเป็นพิษของ tapentadol นั้นไม่น้อยไปกว่า  µ-opioid agonists ตัวอื่นๆ
     – tapentadol จะเพิ่มฤทธิ์ยา Alvimopan, CNS depressants, MAO Inhibitors, Metoclopramide, Selective Serotonin Reuptake Inhibitors, Serotonin Modulators, Thiazide Diuretics ให้สูงขึ้น ผู้ใช้จึงอาจได้รับพิษจากการได้รับยาเกินขนาด
     – การใช้ยา tapentadol ร่วมกับแอลกอฮอล์, amphetamines, antipsychotic agents, antipsychotics, hydroxyzine, succinylcholine จะเพิ่มฤทธิ์ของ tapentadol ซึ่งผู้ใช้อาจได้รับพิษจากการได้รับ tapentadol เกินขนาด อาจทำให้เกิดอาการรูม่านตาหรี่, อาเจียน, ไม่รู้สึกตัว, ชัก, หายใจลำบาก เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

การติดยาและการถอนยา
     – Tapentadol สามารถทำให้เสพติดได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ดังนั้นต้องใช้ยานี้ในช่วงสั้นๆ ตามแพทย์สั่ง และห้ามเพิ่มขนาดยาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์

     – การหยุดยาอย่างกะทันหันทำให้เกิดการถอนยาได้ ดังนั้นจึงต้องลดขนาดยาลงอย่างช้าๆ สำหรับอาการถอนยา ได้แก่ ความดันโลหิตสูงขึ้น วิตกกังวล หงุดหงิด  เหงื่อออก  มีปัญหาด้านการนอนหลับ มีอาการสั่น ปวด คลื่นไส้ ท้องเสีย มีอาการทางระบบทางเดินหายใจช่วงบน ประสาทหลอน ขนลุก

ประโยชน์ทางการแพทย์
     – ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ให้การรับรองให้ใช้ Tapentadol ในการบำบัดรักษาอาการปวดในปี ค.ศ. ๒๐๐๘ โดยเป็นยาที่ต้องจ่ายตามใบสั่งแพทย์ ดังนี้

               ๑) Tapentadol Immediate release ในข้อบ่งใช้บรรเทาอาการปวดเฉียบพลันระดับปานกลางถึงรุนแรงในผู้ป่วยอายุ ๑๘ ปีขึ้นไป
               ๒) Tapentadol Extended release ในข้อบ่งใช้บรรเทาอาการปวดเรื้อรังระดับปานกลางถึงรุนแรงในผู้ป่วยอายุ ๑๘ ปีขึ้นไป และข้อบ่งใช้รักษาภาวะปวดเหตุพยาธิสภาพประสาทในผู้ป่วยโรคเบาหวานในผู้ใหญ่ (Neuropathic pain associated with diabetic peripheral neuropathy (DPN) in adults)
     – ชื่อการค้า : NUCYNTA®, PALEXIA®
     – รูปแบบเภสัชภัณฑ์ที่ใช้ในทางการแพทย์มีเฉพาะรูปแบบรับประทาน ดังนี้

               ๑) รูปแบบ Immediate release :  ยาเม็ดมีขนาด ๕๐, ๗๕, ๑๐๐ มิลลิกรัม ยาน้ำมีขนาด ๒๐ มิลลิกรัม/มิลลิลิตร รับประทานครั้งละ ๕๐-๑๐๐ มิลลิกรัม ทุก ๔-๖ ชั่วโมง ขนาดรับประทานสูงสุดไม่เกิน ๗๐๐ มิลลิกรัม ต่อวันสำหรับการใช้ในวันแรก และไม่เกิน ๖๐๐ มิลลิกรัมต่อวันสำหรับการใช้ตั้งแต่วันที่สองขึ้นไป
               ๒) รูปแบบ Extended release : ยาเม็ดขนาด ๕๐, ๑๐๐, ๑๕๐, ๒๐๐, ๒๕๐ มิลลิกรัม เมื่อเริ่มใช้ให้ครั้งละ ๕๐ มิลลิกรัมวันละ ๒ ครั้ง แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มความแรง ห้ามให้บ่อยเกินวันละ ๒ ครั้ง ทุกๆ ๓ วัน ขนาดรับประทานสูงสุดไม่เกิน ๕๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน
     – tapentadol มีความแรงอยู่ระหว่าง tramadol/codeine กับ morphine
     – ปัจจุบันมีการใช้ tapentadol ในทางการแพทย์มากกว่า ๘๐ ประเทศ แต่ยังไม่มีการใช้ในประเทศไทย

การนำไปใช้ในทางที่ผิด/ระบาดวิทยา
- tapentadol มีศักยภาพในการนำไปใช้ในทางที่ผิดสูง

     – จากการสืบค้นข้อมูลในเว็บไซต์ที่มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเสพยาพบว่ามีการเสพ tapentadol โดยการรับประทาน สูดเข้าทางจมูก (snort) การสูบ (smoke) การฉีดเข้ากล้ามเนื้อและหลอดเลือด และให้ความเห็นเกี่ยวกับ tapentadol ว่าเป็น “pretty decent euphoria” “more sedative and much stronger than ultram (Tramadol)” เป็นต้น
- ที่สหรัฐอเมริกามีการวิจัยในกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้ยาในทางที่ผิดหรือผู้ใช้ยาผิดกฎหมายที่เป็นนักศึกษาอยู่ในวิทยาลัยจำนวน ๑๑,๗๗๗ คน พบว่ามี ๙๓ คนที่ใช้ยา tapentadol ในทางที่ผิดและส่วนใหญ่เป็นการใช้ยามากกว่า ๑ ตัว โดยมีวิธีการเสพโดยการรับประทาน เคี้ยว สูด ฉีด ซึ่งผู้เสพส่วนใหญ่ได้ยาดังกล่าวมาจากเพื่อน ครอบครัว และแพทย์ ในสรุปรายงานวิจัยยังระบุว่าอัตราการใช้ tapentadol ในทางที่ผิดลดลงภายหลังจากมีการออกกฎหมายควบคุมเป็น Controlled Substances Schedule 2 เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๐๐๙

     – ที่สหรัฐอเมริกามีผู้เสียชีวิตสองรายจากการใช้ tapentadol ร่วมกับยาอื่นรายแรกเป็นหญิงอายุ ๑๙ ปี ถูกพบว่าเสียชีวิตอยู่ในบ้านพักซึ่งมีขวดยาหลายชนิดตั้งอยู่ ผลการตรวจเลือดและปัสสาวะพบว่ามียา tapentadol และยาอื่นอีกหลายตัว รายที่สองเป็นชายอายุ ๔๕ ปี ถูกพบว่าเสียชีวิตพบว่าเสียชีวิต ภายหลังจากดื่มสุรากับเพื่อน โดยหกเดือนก่อนหน้านี้เขาได้รับอุบัติเหตุและต้องกินยาแก้ปวดอย่างแรงต่อเนื่องกัน ผลการตรวจเลือดพบแอลกอฮอล์, tapentadol, oxycodone, amphetamine, nordiazepam และ cyclobenzaprine แพทย์สรุปสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ตายทั้งสองรายว่าเกิดจากพิษของการใช้ยาหลายตัวร่วมกัน
     – พบรายงานผู้เสียชีวิตเป็นชายอายุ ๓๔ ปี เสียชีวิตเนื่องจากใช้ tapentadol โดยการฉีด ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบสารใดที่จะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตยกเว้น tapentadol

การควบคุมตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ
ยังไม่มีการควบคุมตามอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. ๑๙๖๑ (Single Convention on Narcotic Drugs, 1961) และอนุสัญญาว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. ๑๙๗๑ (Convention on Psychotropic Substances, 1971)

การควบคุมในประเทศต่างๆ
สหรัฐอเมริกา : จัดเป็น Controlled Substances Schedule 2 เมื่อ ๒๒ มิถุนายน ๒๐๐๙ เนื่องจากในระหว่างที่มีการอนุญาตให้นำไปใช้ทางการแพทย์นั้นมีการนำไปใช้ในทางที่ผิดและมีการแพร่ระบาดสูง จึงต้องมีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อควบคุมความเสี่ยงหลังออกสู่ตลาด โดยที่เหตุผลประกอบการพิจารณาควบคุม Tapentadol เป็น Schedule 2 ได้แก่

๑) เป็นยาที่มีศักยภาพในการนำไปใช้ในทางที่ผิดสูง
๒) ได้รับการยอมรับให้ใช้ในการบำบัดรักษาในทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา และ
๓) การใช้ในทางที่ผิดอาจทำให้เกิดการติดยาทางร่างกายหรือทางจิตใจที่รุนแรง
สหราชอาณาจักร : ควบคุมเป็น Class A ใน The Misuse of Drugs Act 1971
นิวซีแลนด์ : ควบคุมภายใต้ The Misuse of Drugs Act 1975
ออสเตรเลีย : Therapeutic Goods Administration กำลังเสนอให้ควบคุมเป็น Schedule 8 Controlled Drug (Possession without authority illegal)

กองควบคุมวัตถุเสพติด
ตุลาคม 2556


 

ข้อมูลวิชาการและการนำมาใช้ในทางที่ผิดของ Tramadol

สูตรโครงสร้างทางเคมี (Structural Formula)

(1R,2R)-Tramadol (1S,2S)-Tramadol

สูตรโมเลกุล (Molecular Formula) C16H25NO2

น้ำหนักโมเลกุล (Molecular Weight) :  263.4 g/mol

ชื่อทางเคมี (Chemical Name) : (1R,2R)-rel-2-[(dimethylamino)methyl]-1-(3-methoxyphenyl)cyclohexanol
(IUPAC name)

CAS Number :  27203-92-5

คุณสมบัติ : 

- เป็นยากลุ่มโอปิออยด์ ใช้บรรเทาอาการปวดระดับปานกลางถึงระดับรุนแรง และมีการใช้อย่างแพร่หลายในการรักษา fibromyalgia (chronic widespread pain), บรรเทาปวดจากโรคมะเร็ง (cancer pain) และบรรเทาอาการปวดกระดูกและกล้ามเนื้อระดับปานกลางถึงระดับรุนแรง (moderate to severe musculoskeletal pain)[2] 
- ใช้สำหรับรักษาอาการปวดชนิดเรื้อรัง ประสิทธิภาพในการรักษาอาการปวดแบบฉับพลันมีผลน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับ Hydrocodone แต่ดีกว่า Codeine ทรามาดอลมีประสิทธิภาพในการบรรเทาปวดได้ดีเทียบเท่ามอร์ฟีนสำหรับอาการปวดระดับต่ำถึงปานกลาง แต่มีประสิทธิภาพด้อยกว่ามอร์ฟีนสำหรับอาการปวดรุนแรง[2]
- มีการออกฤทธิ์จับที่ μ-opioid receptor อย่างอ่อนเพื่อให้หลั่งสารที่ชื่อว่า serotonin และยังยับยั้งการดูดกลับของ norepinephrine แต่เมื่อรับประทานเข้าไป ทรามาดอลจะถูกเปลี่ยนเป็น O-desmethyltramadol ซึ่งจะมีผลต่อ μ-opioid receptor agonist อย่างรุนแรง โดย O-desmethylated ซึ่งเป็น metabolite ของทรามาดอลนั้นมีฤทธิ์มากกว่าทรามาดอลถึง  ๗๐๐ เท่า[2]
- ทรามาดอลมีความสามารถในการจับ (affinity) กับ μ-opioid receptor คิดเป็น ๑/๖๐๐๐ เท่าของมอร์ฟีน แต่มีการเลือกจับ (selective) กับ μ-opioid receptor ได้ดีกว่ามอร์ฟีน[2]
- ถูกเมทาบอไลต์ที่ตับ และขับออกทางไต โดยทรามาดอลและ active metabolite ของทรามาดอลมีค่าครึ่งชีวิตประมาณ ๖ ชม. และ ๗.๕ ชม. ตามลำดับ หากใช้ยาในรูปแบบรับประทานยาจะออกฤทธิ์ภายหลังรับประทานยาประมาณ ๑ ชม. ออกฤทธิ์สูงสุดหลังรับประทาน ๒-๓ ชม. และหมดฤทธิ์ภายใน ๖ ชม. ขนาดรับประทานที่แนะนำไม่เกิน ๔๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน[2]
- ทรามาดอลมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเฉพาะตัวที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการใช้ยาเกินขนาด เนื่องจากนอกจากทรามาดอลจะเป็น agonist อย่างอ่อน ที่ opioid receptors ในสมอง สามารถทำให้เกิดภาวะเคลิ้มสุขและภาวะกดการหายใจได้แล้ว ทรามาดอลยังยับยั้งการดูดกลับสารสื่อประสาท serotonin และ norepinephrine ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของสารสื่อประสาททั้งสองชนิดในสมองด้วยสองกลไกดังกล่าวนี้เองทำให้ opioid antagonists เช่น naloxone สามารถยับยั้งฤทธิ์ของ ทรามาดอลได้เพียงบางส่วนเท่านั้น[2]
- การใช้ทรามาดอลในขนาดสูงจะทำให้เกิดฤทธิ์ผสมกันของ monoamine oxidase inhibitors (MAOIs) และ serotonin-selective reuptake inhibitors (SSRIs) ซึ่งมีผลทำให้เกิด serotonin syndrome คือเกิดอาการชัก ไข้สูง สภาพกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง และมีอาการปวด[1]
- การใช้ยาในปริมาณสูงมีความเสี่ยงให้เกิดอาการชักได้ แต่ในบางรายแม้จะใช้ยาในปริมาณไม่สูงก็ทำให้เกิดอาการชักได้

อาการไม่พึงประสงค์/พิษจากการใช้ยา

- อาการไม่พึงประสงค์ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ง่วงซึม มึนงง วิงเวียน ปวดศีรษะ ท้องผูก ชัก เป็นต้น ซึ่งเป็นอาการไม่พึงประสงค์รูปแบบเดียวกันกับการใช้ opioid ตัวอื่นๆ[1] และพบว่าเกิดภาวะกดการหายใจ (respiratory depression) ได้ในผู้ใช้ยาขนาดสูงหรือใช้ยาเกินขนาด[2]
- การใช้ทรามาดอลเกินขนาดทำให้เกิดอาการเซื่องซึม (drowsiness) รูม่านตาหรี่ (constricted pupils) ภาวะกายใจไม่สงบ อัตราหัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก พบว่าทรามาดอลทำให้เกิดอาการชักได้มากกว่ายาอื่นในกลุ่ม opioids อาการพิษรุนแรง ได้แก่ โคม่า ชัก ความดันโลหิตต่ำ สำหรับภาวะกดการหายใจ (respiratory depression) พบได้น้อยเมื่อเทียบกับยาอื่นในกลุ่ม opioids[2]
- ผู้ป่วยที่มีภาวะไตบกพร่อง (renal impairment) และ extensive CYP2D6 metabolisers ยิ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพิษจากทรามาดอล[2]
- พิษจากยาทรามาดอลสามารถทำให้เกิด serotonin syndrome ขั้นรุนแรงจะทำให้เกิดภาวะไข้สูงเกิน (hyperpyrexia) นำไปสู่อาการแทรกซ้อน คือ ภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย (rhabdomyolysis) ภาวะลิ่มเลือดกระจายทั่วไปในหลอดเลือด (disseminated intravascular coagulation) ภาวะไตวายเฉียบพลัน (acute kidney injury) ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นมากในผู้ที่ใช้ยาหลายตัวร่วมกันโดยเฉพาะยาต้านอาการซึมเศร้าในกลุ่ม MAOIs และ SSRIs รวมถึงยากระตุ้นประสาทที่มีผลต่อ serotonin เช่น ecstasy, amphetamines ยากลุ่ม cathinones เช่น mephedrone[2]

ศักยภาพในการพึ่งยาและการเสพติด

 - ทรามาดอลสามารถทำให้เกิดการเสพติดได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจเนื่องจากยาออกฤทธิ์ที่ μ-opioid receptor การเสพติดและการนำไปใช้ในทางที่ผิดประกอบด้วย พฤติกรรมอยากยา รวมถึงกระทำการผิดกฎหมายเพื่อหายามาเสพอย่างไม่จำกัด[1]
- มีรายงานว่าทรามาดอลมีศักยภาพในการทำให้เสพติดต่ำกว่ามอร์ฟีน และมีศักยภาพในการนำไปใช้ในทางที่ผิดต่ำกว่า codeine และ pentazocine[2]
- ต้องมีการใช้ยาอย่างระมัดระวังในผู้ที่มีความเสี่ยงในการติดยา มีประวัติเสพติดยาหรือแอลกอฮอล์ และมีการใช้ยาในปริมาณสูงติดต่อกัน

- หากได้รับยาเป็นเวลานานและหยุดยาทันที อาจเกิดอาการถอนยาได้ จึงต้องค่อยๆลดขนาดการใช้ลง

อาการถอนยา  การใช้ยาอย่างต่อเนื่องและหยุดยาอย่างกะทันหันจะทำให้เกิดอาการถอนยา[1]ซึ่งแบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ

๑. typical opioid withdrawal ได้แก่ ปวดท้อง กังวล ปวดกระดูก ซึมเศร้า ท้องเสีย นอนไม่หลับ เกิด Flu-like symptoms กระสับกระส่าย เกิดอาการอยากยา ซึ่งอาการถอนยารูปแบบนี้เกิดขึ้นประมาณ ๙๐% ของผู้ป่วยที่มีอาการถอนยา tramadol ทั้งหมด[1]
๒. atypical opioid withdrawal ได้แก่ วิตกกังวล ซึมเศร้า ตื่นตระหนก สับสน ประสาทหลอน หวาดระแวง ชาบริเวณแขน ขา ซึ่งอาการถอนยารูปแบบนี้เกิดขึ้นประมาณ ๑๐% ของผู้ป่วยที่มีอาการถอนยา tramadol ทั้งหมด[1]
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าอาการถอนยาสามารถบรรเทาได้โดยการรักษาเช่นเดียวกับอาการถอนยากลุ่ม opioids โดยค่อยๆ ลดขนาดยาลงอย่างช้าๆ และให้ยารักษาร่วมตามอาการ[1]

การนำไปใช้ในทางที่ผิดและการระบาด
พบการนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ง่าย จากผู้ที่ติดยาเสพติด ผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง และจากแพทย์ผู้สั่งจ่ายยา พบปัญหาการแพร่ระบาดในต่างประเทศ เช่น
- ปี ๒๐๑๐ ในเมือง Gaza มีการเผาทำลายยาที่ได้จากจับกุมการลักลอบขนยาได้ถึง ๒ ล้านเม็ด โดยใน Gaza พบว่ายาทรามาดอลเป็นปัญหาการเสพติดยาตั้งแต่ปี ๒๐๐๘ มีรายงานว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ชายช่วงอายุ ๑๔-๓๐ ปี เคยใช้ยาชนิดนี้และมีแนวโน้มของการเสพติด เปรียบเทียบจำนวนคดีที่จับกุมเกี่ยวกับยาในปี ๒๐๐๘ และ ๒๐๐๙ พบว่า ปี ๒๐๐๘ มีการจับกุมจำนวน ๗๓๔ คดี พบของกลางเป็นยาทรามาดอล จำนวน ๑๐๙ คดี และในปี ๒๐๐๙ มีการจับกุมจำนวน ๑,๒๐๔ คดี พบของกลางเป็นยาทรามาดอล จำนวน ๕๙๑ คดี
- เดือนกันยายน ๒๐๑๒ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จับกุมการลักลอบขนยาได้ถึง ๔ ล้านเม็ด และส่วนประกอบสำคัญในการผลิตทรามาดอล จำนวนมากกว่า ๔๘ ตัน
- หนังสือพิมพ์ Daily News อียิปต์ ฉบับวันที่ ๕ กันยายน ๒๐๑๒ มีบทวิเคราะห์เกี่ยวกับปัญหาการใช้ยาในทางที่ผิดของประเทศ ซึ่งกล่าวว่ายาทรามาดอลเป็นปัญหาในประเทศอียิปต์ด้วย โดยจะนิยมใช้กันในช่วงระหว่างทรามาดอล
- วารสาร Journal of the American Academy of Physician Assistants ฉบับเดือนกรกฎาคม ๒๐๐๙ มีการรายงาน The risk of tramadol abuse and dependence : Findings in two patients โดยรายแรกเป็นชาย อายุ ๓๘ ปี เข้าโรงพยาบาลด้วยอาการชัก ประวัติมีการใช้ยาทรามาดอลเป็นประจำ ได้รับยาสูงสุด ๒๗ เม็ด (๕๐ มิลลิกรัม/เม็ด) ทุกวัน รายที่สองเป็นหญิง อายุ ๕๗ ปี ที่มีประวัติการติดยาแก้ปวดชนิดอื่นมาก่อน และมีการใช้ยาทรามาดอล ๓๐๐ มิลลิกรัม จำนวน ๓-๖ ครั้งต่อวัน มาเป็นเวลา ๓ เดือน
- หน่วยงาน Drug Enforcement Administration (DEA) ของสหรัฐอเมริกามีรายงานว่าทรามาดอลเป็นยาที่สามารถนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ง่ายทั้งในผู้เสพยา ผู้ป่วยที่ใช้ยาบรรเทาปวดอย่างต่อเนื่อง และบุคลากรทางการแพทย์ และ Drug Abuse Warning Network (DAWN) รายงานว่าในปี ๒๐๑๐ มีผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ารับการรักษาใน emergency department ด้วยเหตุอันเกี่ยวเนื่องกับทรามาดอลจำนวน ๑๖,๒๕๑ ราย และเพิ่มขึ้นเป็น ๒๐,๐๐๐ รายในปี ๒๐๑๑[1]
- หน่วยงาน NHS Business Services Authority (NHSBSA) มีรายงานการเพิ่มขึ้นของการจ่ายยาทรามาดอลในประเทศอังกฤษโดยวัดจากปริมาณผู้ใช้ยาดังกล่าวทุกวัน พบว่าสถิติผู้ใช้ ณ เดือนกันยายน ๒๐๐๕ มีผู้ใช้ยาทรามาดอลประมาณ ๕.๙ ล้านคน และสถิติผู้ใช้ ณ เดือนกันยายน ๒๐๑๒ มีผู้ใช้ยาทรามาดอลเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ ๑๑.๑ ล้านคน นอกจากนี้ หน่วยงาน Office of National Statistics (ONS) มีรายงานว่าในปี ๒๐๑๑ มีผู้เสียชีวิตซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ทรามาดอลในจำนวนถึง ๑๕๔ ราย ในขณะที่เมื่อปี ๒๐๐๘ และ ๒๐๐๙ มีรายงานผู้เสียชีวิตดังกล่าวเพียง ๘๓ และ ๘๗ รายตามลำดับ[1]
- ในสหราชอาณาจักร มีหลายการศึกษารายงานว่าพบการนำทรามาดอลไปใช้ในทาง ที่ผิดอยู่ในระดับต่ำคือพบเพียง ๑ คนในจำนวนผู้ป่วย ๑๐๐,๐๐๐ คน แต่ก็มีบางการวิจัยพบว่ามีการนำไปใช้ในทางที่ผิดและเกิดการเสพติดสูงคิดเป็นสัดส่วน ๖.๙/๑,๐๐๐[2]
- มีรายงานจากหน่วยงาน National Drug Treatment Monitoring System (NDTMS) เก็บข้อมูลตั้งแต่ปี ๒๐๐๔ พบว่าเฉพาะในประเทศอังกฤษมีผู้ใช้ยาทรามาดอลในทางที่ผิดเป็นยาตัวแรกมากกว่า ๓๐๐ ราย และใช้ยาทรามาดอลในทางที่ผิดเป็นยาตัวที่ ๒ จำนวน ๒๐๐ ราย[2]
- ที่ประเทศอิหร่าน มีรายงานการนำทรามาดอลไปใช้ในทางที่ผิด โดยตั้งแต่ปี ๒๐๐๕-๒๐๐๘ พบผู้เสียชีวิต ๒๙๔ ราย ที่มีผลวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการว่าตรวจพบยาทรามาดอลในร่างกาย โดยมีทั้งการตรวจพบเพียงสารชนิดเดียวและพบร่วมกับยาอื่น และมีรายงานการวิจัยในช่วงปี ๒๐๐๘-๒๐๑๐ พบผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากพิษจากทรามาดอลเป็นจำนวนมากถึง ๑,๐๒๓ คน โดยในจำนวนผู้ป่วยดังกล่าวส่วนใหญ่ใช้ยาเพื่อหวังฆ่าตัวตายและใช้เป็นสารเสพติด[3]
- ที่ประเทศสิงคโปร์ พบผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรังและได้รับยาทรามาดอลมาใช้อย่างต่อเนื่องจากแพทย์ โดยผู้ป่วยใช้ยาเกินขนาดจนเกิดพิษจากยาและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ผู้ป่วยแจ้งว่าตนปวดศีรษะมากจนคิดว่ายาขนาดปกติที่แพทย์จ่ายไม่สามารถบรรเทาอาการได้จึง กินยาเพิ่มเอง[4
]
- ปี ๒๐๑๓ ที่ประเทศไนจีเรีย มีรายงานการนำทรามาดอลไปใช้ในทางที่ผิด โดยรับประทานเพื่อไม่ให้ปวดเมื่อยและมีเรี่ยวแรงในการทำงานได้นาน ได้รับการกล่าวถึงในชื่อของ “energy drug” พบการนำไปใช้ในทางที่ผิดในรูปแบบยาเม็ดรับประทาน และรูปแบบฉีดโดยจำหน่ายคู่กับเข็มฉีดยา[5]
 รูปแบบที่มีใช้ในประเทศ  มี ๒ ชนิด

ชนิดยาเดี่ยว
- ใช้รับประทาน ชนิดแคปซูล ขนาด ๕๐ มิลลิกรัม/แคปซูล

ชนิดเม็ด ขนาด ๕๐ มิลลิกรัม/เม็ด
ชนิดเม็ดออกฤทธิ์เนิ่น ขนาด ๑๐๐ มิลลิกรัม/เม็ด
ชนิดยาน้ำหยด ขนาด ๑๐๐ มิลลิกรัม/ ๑ มิลลิลิตร
– ใช้เป็นยาฉีด ขนาด ๕๐ มิลลิกรัม/มิลลิลิตร และ ๑๐๐ มิลลิกรัม/ ๒ มิลลิลิตร
– ใช้เป็นยาเหน็บทวาร ขนาด ๑๐๐ มิลลิกรัม/เม็ด
ชนิดยาผสมกับ paracetamol
- ใช้รับประทาน ชนิดเม็ด tramadol HCl 37.5 mg.+paracetamol 325 mg.

การควบคุมของ UN :  ไม่ควบคุม
การควบคุมในประเทศไทย : -ปัจจุบันควบคุมเป็นยาอันตรายตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐
การผลิตและนำเข้า
– โดยบริษัทผู้ได้รับใบอนุญาตผลิตหรือนำเข้ายาแผนปัจจุบัน และต้องจัดทำรายงานการผลิตและนำเข้าเสนอ อย.
การขาย
– ขายได้ในร้านขายยาแผนปัจจุบัน และต้องจัดทำบัญชีเก็บไว้ที่ร้านเพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่
การควบคุมในประเทศอื่นๆ :- ปัจจุบันมีการควบคุมโดยการจ่ายยาต้องมีใบสั่งจากแพทย์ในประเทศออสเตรเลีย   ออสเตรีย เบลารุส บราซิล อียิปต์ เยอรมนี ไอแลนด์ ลิทัวเนีย โปแลนด์   สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร สวีเดน
สหรัฐอเมริกา : ปัจจุบัน tramadol ยังไม่ถูกควบคุมภายใต้ Controlled   Substances Act ซึ่งเป็นกฎหมายของรัฐบาลกลาง แต่มีบางรัฐที่ควบคุม tramadol เป็น schedule 4 ภายใต้กฎหมายประจำรัฐ ได้แก่ Arkansas,   Illinois, Kentucky, Mississippi, New Mexico, New York, North Dakota, Ohio,   Oklahoma, Tennessee และ Wyoming สำหรับรัฐ Louisiana   ผ่านกฎหมายให้ควบคุม tramadol เทียบเท่า drug   of abuse เนื่องจากมีศักยภาพในการนำไปใช้ในทางที่ผิด นอกจากนี้การแสดงฉลากแบบใหม่ที่   US FDA อนุญาตคือต้องแสดงข้อมูลเพิ่มในส่วนของ Drug   Abuse and Dependence ด้วย[1]
สหราชอาณาจักร : เมื่อ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ Advisory   Council on the Misuse of Drugs (ACMD)   ได้เสนอให้มีการควบคุม tramadol เป็น class C ภายใต้ the Misuse of Drugs Act 1971 และขณะนี้อยู่ในระหว่างการรับฟังความคิดเห็นเพื่อประเมินผลกระทบจากผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาการควบคุมสารดังกล่าวต่อไป[2]
ประเทศไนจีเรีย : จัดเป็นยาที่จ่ายได้เฉพาะเภสัชกรและต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น[5]

บรรณานุกรม
[1] TRAMADOL, Drug Enforcement Administration, August 2013
[2] ACMD consideration of tramadol, February 2013
[3] “Epidemiology Analysis of Poisonings with Tramadol” จาก Forensic Research โดย Ahmadi et al., J Forensic Res 2012, 3:6 ประเทศอิหร่าน
[4] “Tramadol Overdose: A Case Report” Proceedings of Singapore Healthcare, Volume 20 Number 3, 2011
[5] หัวข้อข่าว “Tramadol: Death’s fangs on Abuja streets” จาก http://www.pharmanewsonline.com/tramadol-deaths-fangs-on-abuja-streets-drug-abuse/ ประเทศไนจีเรีย

กองควบคุมวัตถุเสพติด
ตุลาคม 2556

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลทางวิชาการและการนำไปใช้ในทางที่ผิดของ

JWH-018 และ JWH-073

JWH-018 JWH-073
คุณสมบัติ
- JWH-018 เป็น synthetic cannabinoids ที่โครงสร้างเป็น aminoalkylindoles สังเคราะห์ขึ้นเมื่อปี 1998 มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาวิจัยกลไกการทำงานของสารเคมีในพืชกัญชาที่มีต่อมนุษย์และสัตว์ เนื่องจากสารชนิดนี้ออกฤทธิ์เหมือนสาร Δ9-THC ที่อยู่ในพืชกัญชาแต่มีโครงสร้างแตกต่างกัน
Physical properties : ผงสีขาว
IUPAC name : naphthalen-1-yl(1-pentyl-1H-indol-3-yl)methanone
Molecular formula : C24H23NO
Molar mass : 341.45 g/mol
CAS Number : 209414-07-3
- JWH-073 เป็น synthetic cannabinoids ที่โครงสร้างเป็น aminoalkylindoles พบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๙ ที่ประเทศเยอรมัน
Physical properties : ผงสีขาว
IUPAC name : (1-butyl-1H-indol-3-yl)(naphthalene-1-yl)methanone
Molecular formula : C23H21NO
Molar mass : 327.42 g/mol
CAS Number : 208987-48-8
สูตรโครงสร้าง
delta 9-Tetrahydrocannabinol
(THC)
JWH-018 JWH-073
ฤทธิ์เภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต่อสมอง เช่น ทำให้อารมณ์ดี ผ่อนคลาย การรับรู้เรื่องเวลาเปลี่ยนแปลง ความจำบกพร่อง วิตกกังวล หวาดระแวง ประสาทหลอน เป็นต้น
- การศึกษาเภสัชวิทยาในสัตว์ทดลองพบว่า มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเหมือนกับ delta 9-Tetrahydrocannabinol (THC) เช่น ความกระตือรือร้นลดลง (overall activity) บรรเทาอาการปวด อุณหภูมิของร่างกายลดลง และการตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือการเคลื่อนไหวลดลง (Catalepsy)
JWH-018 JWH-073
- กลไกการออกฤทธิ์
๑. จับกับ Cannabinoid receptors ชนิด CB1 ในสมอง โดยมีความสามารถในการจับกับ receptor มากกว่า THC ประมาณ๔ เท่า
- กลไกการออกฤทธิ์
๑. จับกับ Cannabinoid receptorsชนิด CB1 ในสมอง โดยมีความสามารถในการจับกับ receptor มากกว่า THC
CB1 เป็น receptor ที่พบน้อยตามร่างกายแต่พบมากที่สมอง ไขสันหลัง และระบบประสาทส่วนปลายซึ่งมีผลกระทบต่อความรู้สึกปวด เป็น cannabinoid receptor ที่ส่งผลมากที่สุดต่ออาการทางจิตประสาท เช่น ทำให้อารมณ์ดี บรรเทาอาการปวด ความจำบกพร่อง เกิดการเปลี่ยนแปลงของการรับรู้เรื่องเวลา
๒. จับกับ Cannabinoid receptors ชนิด CB2 ใน peripheral โดยมีความสามารถในการจับกับ receptor มากกว่า THC ประมาณ ๑๐ เท่า ๒. จับกับ Cannabinoid receptorsชนิด CB2 receptors ใน peripheral
CB2 เป็น receptor ที่พบส่วนมากในเนื้อเยื่อของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและมีบทบาทในการบรรเทาอาการปวด การกระตุ้นที่ receptor นี้ทำให้เกิดการปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันและต่อต้านการอักเสบ CB2 receptor ได้รับความสนใจในเรื่องการศึกษาวิจัยเพราะมีความเป็นไปได้ที่ receptor ดังกล่าวจะช่วยบรรเทาอาการปวดจากการอักเสบโดยปราศจากอาการทางจิตประสาทของ CB1 receptor
- มีรายงานว่า JWH-018 มีความแรง (potent) มากกว่า THC ประมาณ ๓ เท่า -
อาการไม่พึงประสงค์ และ ความเป็นพิษ
  - อาการไม่พึงประสงค์ คือ ทำให้เกิดความวิตกกังวล (Anxiety) และมีอาการทางจิต (psychotic symptoms) เกิดภาวะกายใจไม่สงบ (agitation) อัตราหัวใจเต้นเร็ว (tachycardia) โรคจิตหวาดระแวง (paranoia) ประสาทหลอน (hallucinations) กระหายน้ำ (thirst) และเกิดอารมณ์เคลิ้มสุข (euphoria) อาจเกิดความเป็นพิษคือหัวใจเต้นเร็วและเสียจังหวะ (tachyarrhythmia) ชัก และเสียชีวิตได้
- การเสพ synthetic canabinoids ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายอย่าง ได้แก่ ปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจ (cardiovascular problems) โรคทางจิตประสาท
โดยพบรายงานการฆ่าตัวตายของผู้เสพผลิตภัณฑ์ spice และพบว่าสารเมตาบอไลท์ของ synthetic canabinoids อาจเป็นสารก่อมะเร็ง
 การติดยาและการถอนยา
 -พบรายงานอาการทางจิต การถอนยา และการติดยาจากการใช้ synthetic cannabinoids เหมือนกับการใช้ THC
-อาการถอนยา เช่น ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น (elevated blood pressure) กระสับกระส่าย (restlessness) มีอาการอยากยา (drug craving) ฝันร้าย (nightmares) เหงื่อออก คลื่นไส้ มีอาการสั่น และปวดศีรษะ
-ทำให้เกิดการติดยาทั้งทางร่างกายและจิตใจคล้ายกับการเสพกัญชาและ THC
 ประโยชน์ทางการแพทย์
- ไม่พบการนำมาใช้ในการบำบัดรักษาทางการแพทย์
- ใช้ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เกี่ยวกับโครงสร้างใน cannabinoid system
 Route of administration
- ผู้เสพนิยมเสพโดยการสูบมากที่สุด และมีพบการเสพโดยการรับประทาน โดยนำผงสารผสมลงใน ethanol หรือน้ำผลไม้
- หากเสพโดยการสูบมีระยะเวลาในการออกฤทธิ์ประมาณ ๑-๓ ชั่วโมง หากเสพโดยการรับประทานมีระยะเวลาในการออกฤทธิ์ประมาณ ๒-๕ ชั่วโมง
- เนื่องจากพบในยาสูบสมุนไพรผสม ดังนั้น การสูบ (smoking) จึงเป็นวิธีเสพที่พบมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีการเสพโดยวิธีรับประทานในรูปแบบของ herbal tea
- ช่วงเวลาที่เริ่มต้นออกฤทธิ์ (Onset of clinical effect) คือ ๑๐-๓๐ นาที และหมดฤทธิ์ภายใน ๖ ชั่วโมง
เนื่องจาก Spice เป็นส่วนผสมของพืชสมุนไพร หรือเครื่องเทศหลายชนิด ที่มีกลิ่นหอม การเสพจึงนิยมนำมามวนกับกระดาษแล้วสูบเหมือนสูบบุหรี่ หรือใช้อุปกรณ์เช่นกล้องสูบยาเส้น เป็นต้น หรือบางคนนำมาเสพเหมือนกำยาน โดยนำมาใส่ในภาชนะกระเบื้องหรือโลหะแล้วเผาไฟเพื่อให้กลิ่นควันกระจายไปทั่วห้อง
 การนำไปใช้ในทางที่ผิด/ระบาดวิทยา
- เมื่อธันวาคม ค.ศ. ๒๐๐๘ สหรัฐอเมริกามีรายงานถึง JWH-018 ถูกพบเป็นส่วนประกอบอยู่ในยาสูบสมุนไพรผสม (herbal incense mixtures) ที่ใช้ชื่อว่า “spice” “K2” และอีกหลายชื่อ มีจำหน่ายทางอินเทอร์เน็ต ปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยาสูบ และ head shops โดยที่ฉลากผลิตภัณฑ์จะระบุ “not for human consumption” นอกจากนี้ยังพบ JWH-018 ในรูปแบบผงด้วย
- ผู้เสพหวังผลทำให้สงบ (sedation) เกิดการผ่อนคลาย (relaxation) มีความรู้สติหรือจิตสำนึกเปลี่ยนแปลงไป (altered conciousness) และเกิดอารมณ์เคลิ้มสุข (euphoria)
- ตามเอกสาร “World Drug Report 2013” ของ UNODC รายงานว่าจากผลสำรวจด้วย google searches ทางอินเทอร์เน็ตในหมู่ผู้ใช้สารเสพติดทั่วโลกในช่วงปี ค.ศ. ๒๐๐๘-๒๐๑๒ พบว่า JWH-018 เป็นหนึ่งในสารเสพติดที่ผู้เสพนิยมใช้อย่างแพร่หลาย
- ในทวีปยุโรปเริ่มมีรายงานการตรวจพบ JWH-018 ในผลิตภัณฑ์ spice ในประเทศออสเตรียและเยอรมนี ในเวลาต่อมาก็มีรายงานการตรวจพบ synthetic cannabinoids อื่นๆในรูปสมุนไพรผสมสำหรับสูบ (herbal smoking mixtures) หรือในผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นในครัวเรือน (incense/room odorisers) โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า Spice Gold, Spice Silver และ Yucatan Fire โดยผู้ใช้มักเป็นกลุ่มนักเรียนวัยรุ่น
- ในทวีปเอเชียมีรายงานการแพร่แพร่ระบาดของ synthetic cannabinoids โดยเฉพาะ JWH-018 ในฮ่องกง สิงคโปร์ และโอมาน
- มีรายงานนักศึกษาชาย อายุ ๑๙ ปี ในสหรัฐอเมริกาเสียชีวิตจากการใช้ JWH-018 ซึ่งซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ ผู้ตายเสียชีวิตจากพิษจากการใช้ยาทำให้การทำงานของอวัยวะภายในล้มเหลว (organ failure)
- มีรายงานพบชายอายุ ๔๘ ปี ในสหรัฐอเมริกามีอาการชัก หัวใจเต้นเร็วและผิดจังหวะหลังจากดื่มเอทานอลผสมผงสารสีขาวที่ซื้อมาจากอินเทอร์เน็ต ภายหลังมีการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการพบว่าผงสารสีขาวดังกล่าว คือ JWH-018
- ชายอายุ ๒๙ ปี ฆ่าตัวตายขณะที่สูบยาสูบยี่ห้อ K2 และจากผลการชันสูตรพบ JWH-018 ในเลือดที่ความเข้มข้น ๘๓.๓ ng/ml
- ชายอายุ ๕๗ ปี มีอาการไม่ตอบสนอง พบว่าสูบยาสูบ “Spice” และจากผลการชันสูตรพบ JWH-018 ในเลือดที่ความเข้มข้น ๑๙๙ ng/ml และยาอื่นๆ เช่น methadone, morphine เป็นต้น
- ชายอายุ ๕๒ ปี ตายและพบซองยาสูบยี่ห้อ K2 ในที่เกิดเหตุ และจากผลการชันสูตรพบ JWH-018 และ JWH-073 ในเลือดที่ความเข้มข้น ๑๙.๖ ng/ml และ ๖๘.๓ ng/ml ตามลำดับ
- พบ JWH-073 รูปแบบผง หรือรูปแบบยาสูบสมุนไพรผสม (herbal incense mixtures) ที่มีชื่อว่า “Spice” หรือ “K2” ซึ่งนำ synthetic cannabinoid มาละลายในตัวทำละลาย เช่น acetone และพ่นลงพืช เป็น “legal alternatives to marijuana” และพบการขายทางอินเทอร์เน็ต ปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยาสูบ และ head shops โดยฉลากระบุว่า “not for human consumption”
- มีศักยภาพในการนำไปใช้ในทางที่ผิดคล้ายกับสาร THC (potential for abuse)
- ในสหรัฐอเมริกา มีรายงานผู้ป่วย ๓ รายเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินจากการสูบ spice ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบ JWH-018 และ/หรือ JWH-073 ในปัสสาวะ รายที่ ๑ เป็นชายอายุ ๒๕ ปี มีอาการชัก อัตราหัวใจเต้นเร็ว หมดสติ รายที่ ๒ เป็นชายอายุ ๒๑ ปี หมดสติหลังสูบ spice มีอาการความดันโลหิตสูง ผิวหนังอุ่นและแห้ง มีภาวะกายใจไม่สงบ และโคม่า รายที่ ๓ เป็นชายอายุ ๑๙ ปี ถูกนำส่งห้องฉุกเฉินภายหลังจากสูบ spice ๑ ชั่วโมง มีอาการโรคจิตหวาดระแวง (paranoia) และ เกิดอาการหลงผิด (delusion)
- street name ของ synthetic cannabinoids เช่น Spice, K2, Chronic Spice, Spice Gold, Spice Silver, Stinger, Yucatan Fire, Skunk, Pulse, Black Mamba, Mystery, Red X Dawn, Zohai, Mr. Nice Guy, Spicylicious, K3, K3 Legal, Earthquake, Genie เป็นต้น
- “Spice”เป็นที่นิยมเสพในหมู่วัยรุ่น จากข้อมูลปี ค.ศ. ๒๐๑๒ ของ University of Michigan จัดลำดับการใช้สารเสพติดในโรงเรียนมัธยมพบว่ามีการเสพ “synthetic marijuana”มากเป็นลำดับที่ ๒ รองจาก “marijuana”
- ตามเอกสาร “The challenge of new psychoactive substances 2013” ของ UNODC รายงานว่า JWH-018 เป็น synthetic cannabinoid ที่มีการแพร่ระบาดมากที่สุด ตามมาด้วย JWH-073 JWH-250 และ JWH-081 ซึ่งล้วนเป็นสารในกลุ่ม aminoalkylindoles ทั้งสิ้น
- จากรายงานของ UNODC (United Nations Office on Drugs and Crime) ปี ๒๐๑๒ ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบว่าสารในกลุ่ม synthetic cannabinoids ที่มีการนำมาใช้ในทางที่ผิดมากที่สุดคือ สาร JWH-018 รองลงมาคือ JWH-073
- มีรายงานสรุปจาก European Monitoring Centre for Drugs and Drug Addiction (EMCDDA) ว่าในปี ๒๐๑๒ พบสารเสพติดชนิดใหม่ (new psychoactive substances) จำนวน ๗๓ ชนิด โดยจำแนกเป็น synthetic cannabinoids ถึง ๓๐ ชนิด
- ในปี ค.ศ. ๒๐๑๒ สหราชอาณาจักรมีรายงานวัยรุ่นที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพราะพิษจากผลิตภัณฑ์ “Annihilation” จากการตรวจสอบพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีส่วนประกอบเป็น synthetics cannabinoids หลายตัวผสมกัน
- รายงานปี ค.ศ. ๒๐๑๐ มีชายวัยรุ่นขับรถบรรทุกชนเด็กและบ้านเรือนข้างทาง จากการสืบสวนพบว่าชายวัยรุ่นดังกล่าวสูบ “Wicked X”ซึ่งเป็นยาสูบที่มีส่วนผสมของ synthetic cannabinoids และรายงานขั้นต้นไม่พบแอลกฮอล์และสารที่ผิดกฎหมายตัวอื่นในร่างกาย
 การควบคุมตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ
 ยังไม่มีการควบคุมตามอนุสัญญาว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. ๑๙๗๑ (Convention on Psychotropic Substances, 1971) และอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. ๑๙๖๑ (Single Convention on Narcotic Drugs, 1961)
 การควบคุมในประเทศต่างๆ
 สหรัฐอเมริกา : ควบคุม synthetic canabinoids จำนวน ๕ รายการ ได้แก่ JWH-018 JWH-073 JWH-200 CP-47,497 และ CP-47,497 C8 homologue เป็น schedule 1 ภายใต้ the Controlled Substances Act
สหราชอาณาจักร : ควบคุม synthetic canabinoids เป็น class B ภายใต้ the Misuse of Drugs Act 1971
ประเทศอื่นๆ ในยุโรป : ควบคุมในหลายประเทศ เช่น ออสเตรีย เดนมาร์ก เอสโทเนีย เยอรมัน อิตาลี ลัตเวีย ลิทัวเนียโรมาเนีย สวีเดน รัสเซียสวิสเซอร์แลนด์
เอเชีย : ควบคุมใน ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
นิวซีแลนด์ : ควบคุม synthetic cannabinoids เป็น Temporary class C drug
ออสเตรเลีย : synthetic cannabinoids เป็นสิ่งผิดกฎหมายในบางรัฐ

References
http://www.deadiversion.usdoj.gov/drug_chem_info/spice/spice_jwh018.pdf
http://www.deadiversion.usdoj.gov/drug_chem_info/spice/spice_jwh073.pdf       
http://www.unodc.org/documents/scientific/NPS_2013_SMART.pdf   
http://www.unodc.org/unodc/secured/wdr/wdr2013/World_Drug_Report_2013.pdf
http://www.calpoison.org/hcp/2013/callusvol11no1.htm
http://www.gpo.gov/fdsys/pkg/FR-2012-03-01/html/2012-4878.htm
http://www.emcdda.europa.eu/topics/pods/synthetic-cannabinoids

กองควบคุมวัตถุเสพติด
ตุลาคม 2556

ข้อมูลทางวิชาการและการนำไปใช้ในทางที่ผิดของ
meta-Chlorophenylpiperazine (mCPP)

คุณสมบัติ  สูตรโครงสร้างทางเคมี (Structural Formula)

เปรียบเทียบสูตรโครงสร้าง

 piperazine  BZP (1-benzylpiperazine)  TFMPP (1-(3-(trifluoromethyl)phenyl)piperazine   mCPP   

กก  กก กก

สูตรโมเลกุล (Molecular Formula) : C10H13ClN2  
IUPAC Name : 1-(3-chlorophenyl)piperazine
น้ำหนักโมเลกุล (Molecular Weight) : 196.68 g/mol (free base)     
CAS Number : 6640-24-0 (free base)
ลักษณะทางกายภาพ : รูปแบบผงสีขาว หรือ รูปแบบสารละลายใส ไม่มีสีจนถึงสีเหลืองอ่อน

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา  กลไกการออกฤทธิ์ มีดังนี้

oo . ออกฤทธิ์ทาง serotonergic pathway
- เป็นทั้ง agonist และ antagonist ที่ 5-HT receptors
- ออกฤทธิ์คล้ายกับ TFMPP และ MDMA คือ กระตุ้นการหลั่ง serotonin โดยผ่าน SERT–mediated (serotonin transporter) ซึ่งเป็นตัวช่วยในการขนส่ง 5-HT เข้าเซลล์ ทำให้หลั่ง endogenous 5-HT จากเซลล์สมอง
  ๒. ออกฤทธิ์ผ่านทางระบบสารสื่อประสาทอื่น เช่น
- จับกับ α2-adrenoreceptor
จับกับ D1 และD2 dopamine receptor ในสมอง แต่การออกฤทธิ์ที่ส่วนนี้น้อย
- จากการศึกษาพบการยับยั้งการ uptake สาร serotonin และ noradrenaline ในหนูขาว
- เปรียบเทียบระหว่าง mCPP กับ MDMA มีดังนี้
       ๑. คล้ายกับ MDMA : มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทและหลอนประสาท (stimulant and hallucination)
  ๒. แตกต่างจาก MDMA : mCPP มีผลต่อ dopamine system น้อยกว่า: mCPP ไม่แสดง reinforcing effect (reinforcing effect คือ การที่สารใดๆ สามารถทำให้ผู้เสพเกิดความต้องการใช้ยาซ้ำอีก หรือใช้อย่างต่อเนื่อง)
    - มีผลต่อการเพิ่มการหลั่ง adenocorticotropic hormone (ACTH), cortisol, prolactin และ growth hormone ซึ่งอาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมและอารมณ์ การตื่นตระหนก (panic)
อาการวิตกกังวล (anxiety) อารมณ์ละเหี่ย (dysphoria) และอาการซึมเศร้า (depression)
- พบฤทธิ์แก้ปวด (antinociceptive effects) ในสัตว์ทดลอง
- การศึกษาในมนุษย์พบว่า mCPP มีผลต่อการเพิ่มอุณหภูมิของร่างกาย เพิ่มความดันเลือดและ
อัตราการเต้นของหัวใจ เพิ่มอาการวิตกกังวล (anxiety) และอารมณ์เคลิ้มสุข (euphoria)
- เป็นเมตาบอไลต์ของยารักษาอาการซึมเศร้า (antidepressant) คือ Trazodone, Nefazodone, Etoperidone และ Enziprazole และยาระงับประสาท (minor tranquilizer) คือ Mepiprazole ค่าครึ่งชีวิต (half life) : ๒.๖-๖.๑ ชั่วโมง

อาการไม่พึงประสงค์

่่่่ - พบบ่อย คือ serotonin syndrome อาการอื่นๆ เช่น กระตุ้นประสาท, ประสาทหลอน, วิตกกังวล, เวียนศีรษะ, สับสน, สั่น (shivering), คลื่นไส้, อาเจียน, เหงื่อออกมาก, หัวใจเต้นเร็ว, hypertonia, อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น,อาการร้อนวูบวาบ (hot flushes), หายใจลำบาก, tremors, กดระบบหายใจ, panic attack, ไวต่อสิ่งเร้าที่เป็นดนตรีและเสียง, ไมเกรน, กลัวการสูญเสียการควบคุม (fear of losing control)
- ไม่พบผลต่อ cognitive function
- อาการไม่พึงประสงค์จะเพิ่มขึ้นในผู้ที่ติดสุรา ผู้ที่ติด Cocaine และผู้ที่ใช้ MDMA

ความเป็นพิษ

า่่า ใน pre-clinic ไม่พบข้อมูลที่ตีพิมพ์เกี่ยวกับความเป็นพิษ, ผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ (reproductive impact) และแนวโน้มการเป็นสารก่อมะเร็ง (mutagenic/carcinogenic potential)
- แม้ว่าจะเป็น serotonergic compound แต่ไม่พบพิษต่อระบบประสาท (neurotoxic potential) ซึ่งแตกต่างจาก MDMA ไม่พบรายงานการเสียชีวิตที่มีสาเหตุจาก mCPP โดยตรง

ประโยชน์ทางการแพทย์
      - ประเทศอิรัก : ขึ้นทะเบียนเป็นยาต้านซึมเศร้าในรูปแบบแคปซูลมีขนาด ๕๐ และ ๑๐๐ มิลลิกรัม ส่วนรูปแบบเม็ดมีขนาด ๑๕๐ มิลลิกรัม แต่ยังไม่ได้รับการอนุญาตให้ขายในตลาดได้
      - ไม่พบการใช้สาร mCPP ในการบำบัดรักษาทางการแพทย์ในประเทศอื่นๆ
      - ใช้ในการผลิต Trazodone, Nefazodone, Etoperidone, Enziprazole และ Mepiprazole
      - ประเทศสหรัฐอเมริกา : มีรายงานการนำไปใช้เป็นสาร serotonin receptor agonist ในงานวิจัย

การติดยา/การถอนยา  ถึงแม้ว่าจะมีการใช้สาร mCPP ในการศึกษาศักยภาพในการทำให้เสพติด (dependence potential) ของสารตัวอื่น เช่น cocaine และ opiates แต่ยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับศักยภาพในการทำให้เสพติดของสาร mCPP เป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า สาร mCPP มีศักยภาพในการทำให้เสพติดคล้ายสาร TFMPP, ethanol และ MDMA สำหรับการศึกษาในมนุษย์และรายงานของผู้ใช้สารนี้ เสมือนว่าจะให้ผลเช่นเดียวกัน แต่ก็ยังคงไม่เป็นที่ทราบชัดเจน

การนำไปใช้ในทางที่ผิด/ระบาดวิทยา
      -  รูปแบบที่พบ ได้แก่ ผง เม็ด แคปซูล น้ำ
      -  ตามรายงานของ Europol และ EMCDDA พบ ๓ รูปแบบ คือ

oooo ๑. เม็ด : พบในทุกประเทศของยุโรป
๒. ผงสีขาว : พบในประเทศเนเธอร์แลนด์
๓. แคปซูลสีน้ำเงิน-ขาว : พบในประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังพบการขายทางอินเทอร์เน็ตในรูปแบบผงสีขาวและน้ำด้วย

      -  สาร mCPP ที่พบการขายทางอินเทอร์เน็ต มีรายงานถึงความบริสุทธิ์ของสาร mCPP อยู่ระหว่างร้อยละ ๙๕ ถึงร้อยละ ๙๘
      - Street names : X4, Arlequin, Regenboogies, Arc-en-ciel, Dukovka, Rainbow, Smarties (X4 tablet ประกอบด้วย piperazine ๔ ชนิดผสมกัน ได้แก่ mCPP, TFMPP, MeOMPP และ pCPP)
      - มีการนำมาทำปลอมและขายในชื่อของ Ecstasy (MDMA) หรือนำมาผสมกับ Ecstasy และประทับตรา โลโก้ต่างๆ เช่น Rolls Royce, Three links, Lacoste crocodile, Versace
      - พบในหมู่ผู้ใช้ ecstasy และใช้ในสถานบันเทิงต่างๆ เช่น music festival, dance clubs, street parades
      - ตาม American academy of forensic sciences ๒๐๑๒ รายงานว่า พบชายอายุ ๒๐ ปี เสียชีวิตภายหลังจากได้รับสาร mCPP ขนาด ๒๐ มิลลิกรัม สารดังกล่าวมีลักษณะเป็นเม็ด สีขาว ประทับโลโก้ว่า “smiling sun” มีลักษณะคล้ายกับ ecstasy และชายผู้นี้มีประวัติเป็นผู้เสพ cocaine และ ecstasy และได้รับยาเกี่ยวกับโรคหอบหืด  สำหรับสาเหตุการเสียชีวิตอาจเกิดจากอาการหอบกำเริบและการได้รับสาร mCPP
      - ประเทศสวีเดนรายงานว่า ตำรวจจับกุมชายวัย ๑๙ ปี เนื่องจากเสพ “legal ecstasy” ที่มีชื่อว่า “X4” และจากผลการตรวจเลือดพบสารกลุ่ม piperazine ซึ่งอาจจะเป็นสาร mCPP หรือ pCPP หรือทั้ง ๒ ชนิดร่วมกัน
      - ประเทศเบลเยี่ยมมีการจับยึดยาเม็ดสีส้มที่มีโลโก้ “Batman” ซึ่งประกอบด้วยสาร mCPP ร้อยละ ๑๑ ผสมอยู่กับสาร TFMPP ร้อยละ ๒๒
      - ประเทศสหรัฐอเมริกาพบเม็ดยาทำปลอมในชื่อของ Ecstasy ซึ่งประกอบด้วยสาร mCPP และ caffeine
      - จากรายงานของ UNODC (United Nations Office on Drugs and Crime) ปี ๒๐๑๒ ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบว่า สารในกลุ่ม piperazine ที่มีการนำมาใช้ในทางที่ผิดมากที่สุดคือ สาร mCPP รองลงมาคือ BZP, TFMPP และ pFPP ตามลำดับปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาที่จำเพาะเจาะจงเกี่ยวกับ Abuse potential ของสาร mCPP

Route of administration
       - พบการเสพมากที่สุดคือ รับประทาน นอกจากนี้ยังเสพโดยสูดเข้าทางจมูก (snort) และฉีดเข้าทาง หลอดเลือด
       - พบขนาดที่ใช้โดยทั่วไปคือ ๑๐-๒๐๐ มิลลิกรัม

การควบคุมในต่างประเทศ
       - UN : ไม่มีควบคุมภายใต้อนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. ๑๙๖๑ (Single Convention on Narcotic Drugs, 1961) และอนุสัญญาว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ปี ค.ศ. ๑๙๗๑ (Convention on Psychotropic Substances, 1971)
      - สหรัฐอเมริกา : ไม่มีควบคุมภายใต้ Controlled Substances Act
      - ยุโรป  – เดนมาร์ก : ควบคุมภายใต้ Executive Order on euphoria Substances
      - เยอรมัน : ควบคุมภายใต้ Narcotic Act
      - เบลเยี่ยม ฮังการี ลิทัวเนีย : ควบคุมภายใต้ drugs law เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๖
      - ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ สเปน : ควบคุมภายใต้ medicines law
      - กรีซ : ควบคุมอยู่ใน Table A ของกฎหมาย ซึ่งมีระดับการควบคุมเหมือนกับ heroin, LSD, MDMA และ cannabis
      - นิวซีแลนด์ : กำลังจะควบคุม

เอกสารอ้างอิง
1.  Expert Committee on Drug Dependence Thirty-fifth Meeting (2012): 1-(3-chlorophenyl)piperazine (mCPP) Pre-Review Report.
2.
Expert Committee on Drug Dependence Thirty-fifth Meeting (2012): 1-(3-chlorophenyl)piperazine (mCPP) Expert peer Review on Pre-Review Report.
3.
Europol-EMCDDA Active Monitoring Report on a new psychoactive substance: 1-(3-chlorophenyl)piperazine (mCPP).
4.
Europol-EMCDDA Joint Report on a new psychoactive substance (2005): 1-(3-chlorophenyl)piperazine (mCPP).
5.
Roland F.Staack and Hans H. Maurer (2005) Metabolism of Designer Drugs of Abuse. Current Drug Metabolism.,6,259-274
6.
M.G.Bossong,J.P.Van Dijk & R.J.M.Niesink (2005) Methylone and mCPP, two new drugs of abuse. Addiction Biology 10,321-323

กองควบคุมวัตถุเสพติด
ตุลาคม 2556

ข้อมูลทางวิชาการและการนำไปใช้ในทางที่ผิดของ
Paramethoxymethamphetamine (PMMA)

คุณสมบัติ Paramethoxymethamphetamine (PMMA) เป็นสารสังเคราะห์ที่มีสูตรโครงสร้างและมีฤทธิ์สัมพันธ์กับสารในกลุ่ม Amphetamines โดยเป็นอนุพันธ์ของ Methamphetamine ที่มีการเติม methoxy group (-OCH3) ลงไป ดังสูตรโครงสร้างแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง PMMA และสารในกลุ่ม Amphetamines ที่ปรากฏด้านล่าง

ข้อมูลทั่วไปของ PMMA
PMMA มี ๒ optical isomers คือ S(+) PMMA และ R(-) PMMA โดย S-isomer จะ active กว่า
ลักษณะทางกายภาพ : ผงสีขาว
IUPAC name : 1-(4-methoxyphenyl)-N-methylpropan-2-amine
Molecular formula : C11H17NO
Molar mass : 179.259 g/mol
CAS Number : 3398-68-3

ฤทธิ์เภสัชวิทยา PMMA มีกลไกการออกฤทธิ์ ดังนี้
     ๑. เพิ่มการหลั่งสารสื่อประสาท serotonin จากปลายประสาท โดยมีความเฉพาะเจาะจงอย่างมากต่อ serotonergic neuron
     ๒. เป็นสารยับยั้งอย่างแรงของเอนไซม์ monoamine oxidase – A (MAO-A) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ inactivated สารสื่อประสาท serotonin, dopamine และ noradrenaline ด้วย ๒ กลไกดังกล่าวจะทำให้มีสารสื่อประสาท serotonin, dopamine และ noradrenaline ในสมองเพิ่มมากขึ้น เกิดฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เพิ่มความรู้สึกตื่นตัว เกิดอารมณ์เคลิ้มสุข (euphoria) รู้สึกอยากรับประทานอาหารน้อยลงและยังเกิดการกระตุ้นระบบประสาทส่วนปลายทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ภาวะตัวร้อนเกิน (hyperthermia) นอกจากนี้พบว่า PMMA มีฤทธิ์หลอนประสาทด้วย
     มีรายงานการวิจัยในผู้ที่ใช้ PMMA พบว่า การรับประทานในขนาด ๑๐๐ มิลลิกรัมจะทำให้รู้สึกผ่อนคลายและเกิดอารมณ์เคลิ้มสุข (euphoric)  ขนาด ๑๕๐ มิลลิกรัมจะเริ่มก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย และพบว่าที่ขนาดสูง ๒๐๐ มิลลิกรัมจะมีฤทธิ์คล้าย MDMA อย่างมาก  พบว่า PMMA มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางน้อยกว่า Amphetamine, Methamphetamine และ PMA  โดย Amphetamine มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทมากกว่า PMMA อย่างน้อย ๖ เท่า    

อาการไม่พึงประสงค์ : ปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ เพิ่มอัตราชีพจร กล้ามเนื้อติด (muscle stiffness) ขากรรไกรค้าง

ความเป็นพิษ : เกิด serotonin syndrome, การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ (intravasal coagulopathy) ภาวะเลือดมีโพแทสเซียมมาก (hyperkalaemia), ภาวะหัวใจ        เสียจังหวะ (arrhythmia), ชัก, อวัยวะภายในล้มเหลว และเสียชีวิตได้
     – PMMA มีความเป็นพิษน้อยกว่า PMA เนื่องจากผ่าน blood-brain barrier       ได้น้อยกว่า
     – PMMA มีความเป็นพิษต่อระบบประสาท (neurotoxic) น้อยกว่า MDMA เนื่องจาก PMMA ออกฤทธิ์ต่อ dopaminergic system น้อยกว่า MDMA
     เนื่องจาก PMMA เมตาบอไลต์ผ่าน CYP 2D6 จึงอาจเกิด drug interaction กับยา ที่เมตาบอไลต์ผ่าน CYP 2D6 ด้วย เช่น fluoxetine, tricyclic antidepressants,  beta-adrenoceptor blockers, methoxymorphinans

การติดยาและการถอนยา
     PMMA ทำให้เสพติดได้ แต่มีศักยภาพทำให้เกิดการเสพติดต่ำเมื่อเทียบกับสารอื่นๆ ในกลุ่ม amphetamines เนื่องจาก PMMA ไม่ได้ไปออกฤทธิ์โดยตรงต่อการหลั่ง dopamine ที่ dopaminergic neuron
     การหยุดเสพสารกลุ่มนี้อย่างรวดเร็วทำให้เกิดอาการถอนยาได้ โดยมีอาการซึมเศร้า ง่วงซึม (drowsiness) อารมณ์ละเหี่ย (dysphoria) อ่อนเพลียไม่มีแรง (fatigue) ความอยากอาหารเพิ่มขึ้น หัวใจเต้นช้า

ประโยชน์ทางการแพทย์  - ไม่มี –

การนำไปใช้ในทางที่ผิด/ระบาดวิทยา
     – street name : XTC, Mitsubishi, E, Jumbo, Rolex tablets, Four-leaf clover tablets, Mind Candy, Xtacy ULTRA, Doves Red, Doves Red Ultra, Death, Dr.Death
     – พบการขายในรูปสารเดี่ยว และในรูปสารผสมกับสารเสพติดชนิดอื่น เช่น MDMA, PMA, amphetamine, cocaine นอกจากนี้ยังพบมีการทำปลอมและขายในชื่อของ Ecstasy (MDMA) จำนวนมาก
     – รูปแบบที่พบส่วนมากเป็นรูปแบบเม็ด และพบในรูปแบบผงที่มีการผสมกับ MDMA
     – PMMA เป็นสารที่มีการใช้เกินขนาดได้ง่ายเนื่องจากเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นไม่มาก และออกฤทธิ์ช้า ผู้ใช้จึงเข้าใจว่าเสพ PMMA น้อยเกินไปจึงเพิ่มปริมาณการเสพนำไปสู่การใช้ยาเกินขนาดจนเสียชีวิตได้
     – เมื่อปี ๒๐๐๐ เริ่มมีรายงานการพบสาร PMMA ในประเทศออสเตรีย เดนมาร์ก เยอรมนี และสวีเดน โดยพบอยู่ในรูปเม็ดที่มีส่วนประกอบของ PMMA ผสมกับ PMA จากนั้นก็พบรายงานการจับกุมและตรวจยึดของกลาง PMMA จากประเทศอื่นๆ ในยุโรปรวมถึงพบผู้เสียชีวิตจากการใช้ PMMA โดยเฉพาะการใช้ PMMA แบบผสมกับสารเสพติดชนิดอื่น
     – ที่ประเทศเดนมาร์กมีรายงานพบผู้เสียชีวิต ๓ รายจากการใช้ MDMA ภายหลังการชันสูตรศพพบว่าผู้ตายทั้งสามรายตรวจพบ PMMA ในเนื้อเยื่อตับและในกระแสเลือด
     – ที่ไต้หวันมีรายงานว่าในช่วงเดือนเมษายน – กรกฎาคม ปี ๒๐๐๖ มีผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับ PMMA จำนวน ๘ ราย โดยผู้เสียชีวิตทุกรายมีการใช้ PMMA ซึ่งปลอมและขายในชื่อของ Ecstasy (MDMA) นอกจากนี้ยังพบการใช้ PMMA ร่วมกับสารชนิดอื่น เช่น PMA, Ketamine, Methamphetamine, MDA, MDMA และ Heroin
     – ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๐๑๐ พบผู้เสียชีวิต ๔ รายจากการใช้ MDMA ซึ่งมีการผสม PMMA ลงไปในเม็ดเดียวกัน เช่นเดียวกับสก็อตแลนด์เมื่อเดือนเมษายน ๒๐๑๑ พบผู้เสียชีวิต ๔ รายจากการใช้ MDMA ที่มีการผสม PMMA ลงไปในเม็ดเดียวกัน
     – ที่ฟลอริดา สหรัฐอเมริกา มีรายงานว่าวัยรุ่น ๖ คนเสียชีวิตจากการใช้ PMA และ PMMA ซึ่งปลอมเป็น Ecstasy (MDMA)
     – ที่ประเทศนอร์เวย์มีรายงานว่าในช่วงเดือนกรกฎาคม ๒๐๑๐ – มกราคม ๒๐๑๑ มีผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับ PMMA จำนวน ๘ ราย จากผลวิเคราะห์เลือดของผู้เสียชีวิตตรวจพบ PMMA ในปริมาณสูง และพบว่ามีการเสพ PMMA ร่วมกับสารเสพติดชนิดอื่น
     – ที่ประเทศออสเตรเลียเมื่อเดือนกันยายน ๒๐๑๒ พบผู้เสียชีวิตจากการใช้ “Louis Vuitton Tablets” ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ MDMA แต่ภายหลังการตรวจสอบพบว่าสารดังกล่าวเป็น PMMA โดยผู้ตายเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาด

การควบคุมตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ  ยังไม่มีการควบคุมตามอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. ๑๙๖๑ (Single Convention on Narcotic Drugs, 1961) และอนุสัญญาว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. ๑๙๗๑ (Convention on Psychotropic Substances, 1971)

การควบคุมในประเทศต่างๆ
สหราชอาณาจักร : ควบคุมเป็น class A ใน The Misuse of Drugs Act 1971
เดนมาร์ก : ควบคุมเป็น class B ใน The Executive Order 698 of 1993 on Euphoric Substances
เนเธอร์แลนด์ : ควบคุมเป็น list I ภายใต้ The Opium Act
ออสเตรเลีย : ถูกควบคุมภายใต้ the Misuse of Drugs Act 1981
สหรัฐอเมริกา : ยังไม่มีการควบคุมเป็นการเฉพาะภายใต้ Controlled Substances Act แต่หากมีการครอบครองโดยเจตนาหรือมีการขายเพื่อใช้บริโภคในมนุษย์จะถูกดำเนินคดีภายใต้ Federal Analog Act
ไต้หวัน : ควบคุมเป็น Schedule II Controlled Drugs ภายใต้ The Statute for Narcotics Hazard Control list

gamma-hydroxybutyrate (GBL) และ 1,4 butanediol

สูตรโครงสร้างทางเคมี  

 Gamma-butyrolactone (GBL) 1,4-Butanediol (1,4-BD)
 
สูตรโมเลกุล    
C4H6O2 C4H10O2
น้ำหนักโมเลกุล
86.09 g/mol 90.12 g/mol
IUPAC name
oxolan-2-one 1,4-butanediol
CAS Number
96-48-0 110-63-4
จุดเดือด/จุดหลอมเหลว
204-205 °C / -45 °C 230 °C / 20 °C
คุณสมบัติการละลาย
ละลายใน methanol, ethanol, acetone, ether, benzene และเข้ากันได้โดยสมบูรณ์กับน้ำ (completely miscible in water) ละลายในน้ำ, dimethylsulfoxide, acetone, 95% ethanol แต่ไม่ละลายใน ether
ฤทธิ์เภสัชวิทยา
   – เมื่อ GBL เข้าสู่ร่างกายจะถูกเมตาบอไลต์โดยเอนไซม์ lactonase ซึ่งมีอยู่ในเลือด กลายเป็น gamma-hydroxybutyric acid (GHB) อย่างรวดเร็วโดยความเร็วในการเมตาบอไลต์ขึ้นอยู่กับระดับเอนไซม์ lactonase ในร่างกายของมนุษย์แต่ละคน        
   – ภายหลังเมตาบอไลต์แล้วมีฤทธิ์เช่นเดียวกันกับ GHB โดย GHB เป็นสารประกอบที่พบอยู่ในระบบประสาทส่วนกลางของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นสารที่มีสูตรโครงสร้างคล้าย gammaaminobutyric acid (GABA) ออกฤทธิ์ผ่าน GABABreceptors มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการหลั่งของ growth hormone เพิ่มระดับ dopamine ในสมอง
   – เนื่องจาก GBL ละลายในไขมันได้ดีกว่า GHB จึงทำให้สามารถดูดซึมได้เร็วและกระจายไปยังส่วนต่างๆ ได้มากกว่า GHB มีผลให้ออกฤทธิ์เร็วกว่า GHB แต่ระยะเวลาในการออกฤทธิ์น้อยกว่า GHB มีรายงานว่า GBL มี half-life ประมาณ 1 นาทีเท่านั้น โดย GBL 1 มิลลิลิตรเทียบเท่า GHB 1.6 กรัม
   – มีฤทธิ์กดประสาท ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย สงบ เกิดอาการเคลิ้มสุข (euphoric) กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ถ้าเพิ่มขนาดจะทำให้หลับ อาจหมดสติและเสียชีวิตได้
   – เมื่อ 1-4 butanediol เข้าสู่ร่างกายจะถูกเมตาบอไลต์โดยเอนไซม์ alcohol dehydrogenase และเอนไซม์ aldehyde dehydrogenase กลายเป็น gamma-hydroxybutyric acid (GHB) จากการศึกษาในมนุษย์พบว่า 1-4 butanediol สามารถเปลี่ยนเป็น GHB ได้เกือบทั้งหมดอย่างรวดเร็วแต่ความเร็วในการเมตาบอไลต์ขึ้นอยู่กับเอนไซม์  alcohol dehydrogenase-1B (ADH-1B) ในร่างกายของมนุษย์แต่ละคน     
  – 1-4 butanediol มีการดูดซึมได้รวดเร็ว มี time to peak เท่ากับ 24±12 นาที มี half-life 39.3±11 นาที โดย 1-4 butanediol มีความแรงและออกฤทธิ์ช้ากว่า GHB แต่มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ที่ยาวนานกว่า GHB      
   – มีฤทธิ์กดประสาท ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย สงบ เกิดอาการ  เคลิ้มสุข (euphoric) กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ถ้าเพิ่มขนาดจะทำให้หลับ อาจหมดสติและเสียชีวิตได้
Metabolize ของ GBL และ 1,4-butanediol สูตรโครงสร้างของ GABA GHB และ 1,4-butanediol
 อาการไม่พึงประสงค์ และ ความเป็นพิษ  
   – อาการไม่พึงประสงค์ เช่น หมดสติ อาเจียน กลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่อยู่ เกิดภาวะกายใจไม่สงบ (agitation) ชัก เกิดภาวะกดการหายใจ โคม่า และเสียชีวิตได้
    – จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าเป็นพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง โดยความเป็นพิษของ GBL มีเช่นเดียวกับ GHB เช่น หัวใจเต้นช้า ตัวเย็น กดระบบประสาทส่วนกลาง และไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้ นอกจากนี้มีการศึกษาว่า GBL อาจเป็นสารก่อมะเร็งหากได้รับในปริมาณสูง
    – การรับประทานโดยไม่เจือจางจะทำให้ระคายเคืองหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้
   – อาการไม่พึงประสงค์ เช่น หมดสติ อาเจียน กลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่อยู่ เกิดภาวะกายใจไม่สงบ (agitation) ชัก เกิดภาวะกดการหายใจ โคม่า และเสียชีวิตได้
    – มีการศึกษาความเป็นพิษในสัตว์ทดลองที่ขนาด ๓๐๐ และ ๖๐๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบว่าเกิดพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง คือ มีการเคลื่อนไหวช้า เคลื่อนไหวไม่ได้ ร่างกายไม่ตอบสนอง สำหรับในมนุษย์พบว่าเกิดพิษต่อระบบประสาทส่วนกลางเช่นกันโดยการรับประทานที่ขนาด ๒๕ มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะทำให้ลดความตื่นตัว วิงเวียน กดการหายใจ โดยความเป็นพิษจะยิ่งมากขึ้นเมื่อเพิ่มปริมาณการใช้ การให้โดยการฉีดที่ขนาด ๓๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะทำให้กระสับกระส่าย (restlessness) กล้ามเนื้อกระตุก (myoclonus)
 การติดยาและการถอนยา  
 GBL มีศักยภาพในการทำให้เสพติดได้หากมีการใช้ในปริมาณสูงและใช้บ่อยๆ และทำให้เกิดอาการถอนยาได้หากมีการใช้ติดต่อกันแล้วหยุดยา โดยมีอาการเช่นเดียวกับการถอนแอลกอฮอล์หรือยาในกลุ่ม Benzodiazepines ได้แก่ อาการวิตกกังวล นอนไม่หลับ อาการสั่น รู้สึกสับสน คลื่นไส้ อาเจียน ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว โดยอาการสามารถเริ่มเกิดได้อย่างรวดเร็วเพียง ๑ หรือ ๒ ชั่วโมงหลังจากหยุดเสพ และอาการอาจหนักขึ้นคือมีอาการเพ้อ เกิดภาวะกายใจไม่สงบ (agitation)  1-4 butanediol มีศักยภาพในการทำให้เสพติดได้เช่นเดียวกับ GHB อาการถอนยาได้แก่ นอนไม่หลับ วิตกกังวล มีอาการสั่น ซึ่งอาการจะดีขึ้นใน ๒ สัปดาห์ โดยอาการดังกล่าวอาจรุนแรงขึ้นเป็นมีอาการเพ้ออย่างรุนแรง หากมีการเสพยาถี่มากก็ยิ่งมีอาการถอนยาที่รุนแรงตามไปด้วย
 ประโยชน์ทางการแพทย์  
 GBL มีการใช้ประโยชน์ทางอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก เช่น ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์โพลีเมอร์ ใช้เป็นตัวทำละลาย และเป็นสารชะล้างสี หมึกพิมพ์ กาว ใช้ในโรงงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โรงงานพลาสติก ใช้ในการวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์  และใช้เป็นตัวทำละลายในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ เป็นต้น  1-4 butanediol มีการใช้ประโยชน์ทางอุตสาหกรรม และทางวิทยาศาสตร์ เป็นจำนวนมาก ได้แก่ ใช้ในอุตสาหกรรมสังเคราะห์โพลีเมอร์ ตัวทำละลาย สารทำความสะอาด อุตสาหกรรมผลิตสี พลาสติก และไฟเบอร์ ใช้ในการผลิตส้นรองเท้า และเบาะหุ้มรถยนต์ ใช้ในการวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์  และใช้เป็นตัวทำละลายในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
การนำไปใช้ในทางที่ผิด/ระบาดวิทยา  
   – รูปแบบที่พบ : รูปแบบน้ำ
   – street name : Blue Nitro, Firewater, G3, Gamma G, G.H. Revitalizer, Insom-X, Invigorate, Paint Stripper, Remforce, Renewtrient, Revivarant, Serenity 2, Thunder, Verve, Weigth Belt Cleaner, Paint stripper
   – ส่วนมากพบการใช้ในทางที่ผิดในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย
    - ผู้เสพใช้เพื่อทำให้เกิดการผ่อนคลายอารมณ์ให้เคลิบเคลิ้มมีความสุข (recreational drugs) ทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุข (euphoric) เพิ่มความรู้สึกทางเพศ และทำให้หลับ
    – พบรายงานว่ามีการใช้กระทำผิดในลักษณะการล่วงละเมิดทางเพศ (date rape) และเป็นที่นิยมในหมู่คนรักร่วมเพศ
    – พบการใช้ในทางที่ผิดโดยการรับประทาน ขนาดการใช้ประมาณ ๑-๑.๕ มิลลิลิตรต่อครั้งโดยใช้ผสมลงในเครื่องดื่ม หรือ ๐.๓-๐.๕ มิลลิลิตรต่อครั้งหากผสมลงในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมีการใช้โดยจิบจากขวดด้วย
    – ความแตกต่างระหว่างขนาดปกติกับขนาดที่ overdose มีน้อย คะเนด้วยสายตาได้ยากทำให้เกิดการเสพเกินขนาดได้ง่าย
    – ในอดีตมีการจำหน่ายในรูปอาหารเสริมโดยผสมกับวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ แต่หลังจากมีผู้ได้รับผลกระทบจากการรับประทาน US FDA ก็ให้ผู้ผลิตเก็บคืนผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจากท้องตลาด แต่ก็ยังมีการจำหน่ายผิดกฎหมายในตลาดมืดโดยกล่าวอ้างว่าทำให้นอนหลับ เพิ่มการหลั่ง Growth Hormone เพิ่มความต้องการทางเพศ และเพิ่มสมรรถภาพในการเล่นกีฬา
   – ที่สหราชอาณาจักรมีการนำ GBL มาใช้ในทางที่ผิดเป็นจำนวนมาก ก่อนปี ๒๐๐๙ GBL สามารถหาซื้อได้ทางเว็บไซต์ของบริษัทภายในประเทศซึ่งมีการจำหน่ายคู่กับปิเปตเพื่อให้สามารถกำหนดขนาดรับประทานน้อยๆ ได้ ต่อมาปี ๒๐๐๙ มีนักศึกษาแพทย์อายุ ๒๑ ปีเสียชีวิตจากการดื่มแอลกอฮอล์ผสม GBL เป็นเหตุให้มีการประกาศควบคุม GBL เป็น Class C Controlled Drugs
ทำให้การระบาดลดน้อยลงแต่ก็ยังมีการซื้อขายกันจากเว็บไซต์ในประเทศเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ จนกระทั่งเมื่อกลางปี ๒๐๑๒ พบผู้เสียชีวิต ๒ รายพร้อมกัน โดยก่อนเสียชีวิตทั้งสองไปงานปาร์ตี้และมีการใช้ GBL ปริมาณ ๑ ช้อนชา (๕ มิลลิลิตร) ผสมในเครื่องดื่ม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในลอนดอนเชื่อว่า GBL ทำให้คนในประเทศเสียชีวิตประมาณ ๖ คนต่อปีและอาจจะมีจำนวนมากกว่านั้นเนื่องจากมีเป็นจำนวนมากที่ไม่ทราบสาเหตุการตายแน่ชัด
- ที่ประเทศออสเตรเลียนิยมใช้ GBL เพื่อทำให้เกิดการผ่อนคลายอารมณ์ให้เคลิบเคลิ้มมีความสุข (recreational drugs) ในงานปาร์ตี้ โดยสามารถหาซื้อได้ง่ายทางอินเทอร์เน็ตเพราะมีราคาถูกและมีการใช้อยู่ในอุตสาหกรรม โดยมีขายทั้งในรูปแบบสารเดี่ยวขวดละ ๒๕๐ มิลลิลิตร และในรูปแบบผสม น้ำผลไม้
   – ที่ประเทศไทย เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๔๖ เคยเกิดเหตุการณ์ไวน์มรณะ ที่จังหวัดชลบุรี โดยมีผู้ป่วย ๙ รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน บางรายหมดสติ ผู้ป่วย ๑ ใน ๙ รายเสียชีวิต ขณะนำตัวส่งโรงพยาบาล ภายหลังทราบว่าทั้ง ๙ รายดื่มไวน์ชื่อการค้า La santé ซึ่งอ้างว่าผลิตจากสมุนไพรโด่ไม่รู้ล้มมาก่อนจะมีอาการดังกล่าว ผลจากการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการพบว่าสารสำคัญที่ทำให้เกิดพิษ คือ สาร GBL ซึ่งผสมอยู่ในไวน์ สำหรับผู้ป่วยที่เสียชีวิต ๑ รายนั้นมีการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย
   – รูปแบบที่พบ : รูปแบบน้ำ
   – street name : Cleaner, Enliven, Inner G, One Comma Four, One Four Bee, One Four B-D-O, Revitalize Plus, Serenity, SomatoPro, Sucol B, Thunder Nectar, Weight Belt, White Magic
   – ส่วนมากพบการใช้ในทางที่ผิดในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย
   – ผู้เสพใช้เพื่อทำให้เกิดการผ่อนคลายอารมณ์ให้เคลิบเคลิ้มมีความสุข (recreational drugs) ทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุข (euphoric) เพิ่มความรู้สึกทางเพศ และทำให้หลับ
   – พบการใช้ในทางที่ผิดโดยการรับประทาน ขนาดการใช้ปกติประมาณ ๑-๓ มิลลิลิตรต่อครั้ง โดยใช้ผสมลงในเครื่องดื่ม หรือจิบจากขวด หากใช้เกิน ๖ มิลลิลิตรจะทำให้เกิดพิษอาจทำให้โคม่า และเสียชีวิตได้
   – ความแตกต่างระหว่างขนาดปกติกับขนาดที่ overdose มีน้อย คะเนด้วยสายตาได้ยากทำให้เกิดการเสพเกินขนาดได้ง่าย
   – ที่ประเทศบราซิลพบผู้ป่วยชายอายุ ๒๒ ปีที่ผู้ปกครองพามาโรงพยาบาลด้วยอาการอ่อนเพลีย อาเจียน และมีอาการสับสน ภายหลังทราบว่าสาเหตุเกิดจากการที่ผู้ป่วยดื่มเครื่องดื่มชูกำลังที่เขาใส่ 1,4-butanediol เพิ่มลงไป โดยผู้ป่วยได้รับ 1,4-butanediol มาจากเพื่อนที่พบกันที่สถานออกกำลังกายและเพื่อนแนะนำให้ใช้ เพื่อเพิ่มสมรรถภาพของกล้ามเนื้อ
   – ที่สหราชอาณาจักรพบการนำ 1,4-butanediol มาใช้ในทางที่ผิดเช่นเดียวกับ GBL แต่การแพร่ระบาดน้อยกว่า GBL
   – ที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีรายงานพบชายอายุ ๒๙ ปี ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการอารมณ์แปรปรวน ประสาทหลอน และชัก ภายหลังทราบว่าผู้ป่วยรายนี้มีการเสพ 1-4 butanediol ทุกวันมาเป็นเวลา ๕
เพื่อช่วยให้นอนหลับ โดยเสพเดือนละ ๒๕๐ มิลลิลิตรด้วยการจิบจากขวดทุกวัน และเขาได้ 1-4 butanediol มาจากบริษัทสารเคมีที่เขาทำงานอยู่ หลังจากที่เขาหยุดเสพไปประมาณ ๓ วันก็เกิดอาการดังกล่าวจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล
   – ที่ประเทศออสเตรเลียมีการใช้ 1-4 butanediol เพื่อทำให้เกิดการ ผ่อนคลายอารมณ์ให้เคลิบเคลิ้มมีความสุข (recreational drugs) เช่นเดียวกับ GBL แต่พบการระบาดน้อยกว่า GBL-๖ ปี
 การควบคุมตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ  
 ยังไม่มีการควบคุมตามอนุสัญญาว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. ๑๙๗๑ (Convention on Psychotropic Substances, 1971) และอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. ๑๙๖๑ (Single Convention on Narcotic Drugs, 1961)   ยังไม่มีการควบคุมตามอนุสัญญาว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. ๑๙๗๑ (Convention on Psychotropic Substances, 1971) และอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. ๑๙๖๑ (Single Convention on Narcotic Drugs, 1961)
 การควบคุมในประเทศต่างๆ  
ประเทศสหรัฐอเมริกา : หน่วยงาน DEA มีการควบคุมเป็น list I chemicals โดยเป็นสารตั้งต้นในการผลิต GHB แต่หากมีการครอบครองโดยเจตนาหรือมีการขายเพื่อใช้บริโภคในมนุษย์จะถูกดำเนินคดีภายใต้ Federal Analog Act
สหราชอาณาจักร : จัดเป็น Class C ภายใต้ The Misuse of Drugs Act 1971
ประเทศออสเตรเลีย : จัดเป็น border controlled drugs หากจะมีการนำเข้าต้องมีการขออนุญาตและจำกัดปริมาณการนำเข้าด้วย
ประเทศแคนาดา : จัดเป็น controlled substance schedule 6 ภายใต้ Controlled Drugs and Substances Act
ประเทศเยอรมนี : ไม่ได้ถูกควบคุมตาม narcotics law แต่มีการควบคุม การกระจาย หากมีการขายเพื่อการบริโภคหรือมีการนำไปสังเคราะห์ GHB ถือเป็นความผิด
ประเทศเนเธอร์แลนด์ : ไม่มีการควบคุม สามารถซื้อขายได้อย่างอิสระ
ประเทศไทย : จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ อยู่ในการดูแลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
 ประเทศสหรัฐอเมริกา : ยังไม่มีการควบคุมตามกฎหมายของรัฐบาลกลางแต่หากมีการครอบครองโดยเจตนาหรือมีการขายเพื่อใช้บริโภคในมนุษย์จะถูกดำเนินคดีภายใต้ Federal Analog Act ทั้งนี้มีการพิจารณาว่า 1,4-Butanediol เป็น Analog ของ GHB ซึ่งถูกควบคุมเป็น schedule 1 ภายใต้ Controlled Substance Act
สหราชอาณาจักร : จัดเป็น Class C ภายใต้ The Misuse of Drugs Act 1971
ประเทศออสเตรเลีย : อยู่ใน chemical substance list ไม่ได้มีการควบคุมเป็น control drugs
ประเทศไทย : จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ อยู่ในการดูแลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

กองควบคุมวัตถุเสพติด
2557

Volatile alkyl nitrite

คุณสมบัติ  download ตารางคุณสมบัติ

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา  เช่นเดียวกับสารในกลุ่ม alkyl nitrite อื่นๆ คือ มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบรวมถึงกล้ามเนื้อเรียบที่หลอดเลือด จึงมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด (vasodilation) ด้วย นอกจากนี้ยังเหนี่ยวนำการสร้าง methemoglobin ด้วย

การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์  สารเอมิลไนไตรท์ (Amyl nitrite) ในต่างประเทศมีการใช้โดยระบุไว้ในเภสัชตำรับของประเทศสหรัฐอเมริกา รูปแบบบรรจุภัณฑ์เป็นหลอด ขนาด ๐.๓ มิลลิลิตร มีการใช้ประโยชน์ ๒ อย่าง คือ ใช้สูดดมเพื่อบรรเทาอาการปวดเค้นหัวใจ (angina pectoris) และรักษาอาการพิษจากไซยาไนด์ โดยใช้ดม ก่อนที่จะทำการรักษาทางการแพทย์ด้วยวิธีอื่นต่อไป  ในประเทศไทยเคยมีการขึ้นทะเบียนตำรับยาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ แต่ปัจจุบันไม่มีทะเบียนตำรับนี้ไม่พบการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์จากสารในกลุ่มนี้ชนิดอื่นๆ

อันตรายจากการใช้  เมื่อสูดดมสารระเหยในกลุ่มโวลาไทล์อัลคิลไนไตรท์ (Volatile alkyl nitrite) อาจจะเกิดผลเสียต่อร่างกาย โดยทำให้เกิดความผิดปกติแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง เช่น ทำให้เกิดโรคต้อหิน ระบบทางเดินหายใจผิดปกติ เม็ดเลือดแดงผิดปกติ ภาวะโลหิตจาง ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ เป็นต้น และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ดังนี้
   -  ผลต่อระบบตา หู คอ จมูก พบว่า ไอของสารระเหยจะทำให้ระคายเคืองตา น้ำตาไหล ตาปวดแสบปวดร้อน พร่ามัว ความดันภายในลูกตาสูง ระคายเคืองภายในลำคอ และหากของเหลวกระเด็นเข้าตาอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อกระจกตาได้ นอกจากนั้น การสูดดมทำให้การมองเห็นสีผิดปกติได้ ในด้านการได้ยินเสียงในสัตว์ทดลองพบว่าในหนูขาวใหญ่ (rat) ที่ได้รับ volatile nitrites มีการสูญเสียการได้ยินชั่วคราว ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับการเกิดภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ (hypoxia) สำหรับผลที่เกิดขึ้นกับจมูก การสูดดม volatile nitrites จะระคายเคืองเยื่อบุโพรงจมูกเกิดการไหม้ (burning) เฉพาะที่ และลำคอของผู้ที่ใช้อาจเกิดการอักเสบในลำคอหรือในหลอดลมได้
   -  ผลต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ พบว่า ทำให้เกิดภาวะเคลิ้มสุข (euphoria) การรับรู้เวลาเปลี่ยนแปลงไป ความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้น (increased intracranial pressure) จากฤทธิ์การขยายหลอดเลือด ผู้ที่สูดดมเกินขนาดอาจจะมีอาการชักได้ กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน เกิดอาการหลับใน การพูดไม่ปะติดปะต่อ
   -  ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด พบว่าทำให้หลอดเลือดขยายตัว ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออกตามผิวหนัง  หัวใจเต้นเร็วจากการที่หลอดเลือดคลายตัว (reflex tachycardia) บางรายอาจเกิดการหดตัวของหลอดเลือดแล้วตามด้วยภาวะหัวใจเต้นช้า (แต่พบน้อย) มีภาวะความดันโลหิตต่ำและเป็นลม อาจเกิดอาการชัก  หมดสติ
   -  ผลต่อระบบทางเดินหายใจ พบว่าทำให้เกิดภาวะ methemoglobinemia ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายมี methemoglobin มากกว่าปกติ ทำให้ฮีโมโกลบินไม่สามารถจับหรือปล่อยออกซิเจนได้ตามปกติทำให้ร่างกายมีออกซิเจนในเลือดต่ำ ตัวซีดเขียว ไอ หายใจลำบาก  หรืออาจพบการระคายเคืองในทางเดินหายใจ และไอเป็นเลือดหรือไอมีเสมหะ ปนเลือด นอกจากนี้ยังพบอาการหลอดลมอักเสบ
   -  ผลต่อระบบเมตาบอลิซึม จากการที่ทำให้เกิดภาวะ methemoglobinemia จึงเป็นอันตรายมากต่อผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางอยู่เดิม นอกจากนี้ อาจจะพบภาวะเลือดเป็นกรด (acidosis) ด้วย
   -  ผลต่อระบบทางเดินอาหาร อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
   -  อื่นๆ เช่น กดระบบภูมิคุ้มกันทำให้ภูมิคุ้มกันผิดปกติ ระบบเลือดผิดปกติ เช่น โลหิตจาง เม็ดเลือดผิดปกตินอกจากนี้ สารระเหยในกลุ่ม volatile alkyl nitrites ยังเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย

การนำไปใช้ในทางที่ผิด/การแพร่ระบาด
   -   ปัจจุบันพบปัญหาการนำไปใช้ทางที่ผิดจำนวนมากในต่างประเทศ เช่น นำไปใช้ในทางที่ผิดโดยสูดดมเพื่อวัตถุประสงค์การผ่อนคลายอารมณ์ ให้เคลิบเคลิ้ม มีความสุข (recreational use) และใช้กระตุ้นความต้องการทางเพศ (sexual enhancer) เนื่องจากออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบและขยายหลอดเลือด จากการสืบค้นทางอินเทอร์เน็ตพบการโฆษณาขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยพบว่าผู้ขายมีเจตนาให้ผู้ซื้อนำไปใช้สูดดมเข้าร่างกายทั้งสิ้น
    มีปรากฏการนำสารกลุ่ม Volatile alkyl  nitrite ไปใช้ในทางที่ผิดในต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา   ยุโรป โดยวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็น sexual enhancer พบการใช้สารนี้ในสถานบันเทิง เป็นต้น และพบว่ามีการใช้ร่วมกับสารเสพติดอื่นด้วย เช่น ecstacy และยังพบใช้ร่วมกับยา viagra ซึ่งอาจเป็นผลเสียต่อร่างกายจนทำให้หมดสติและบางรายถึงขั้นเสียชีวิต
    ในต่างประเทศมีการจำหน่ายโดยบรรจุในขวดเล็กๆ  ขนาด 9-30 มิลลิลิตร ติดฉลากว่า “video head cleaner” “room odorizer” “liquid aroma” โดยมีชื่อการค้าที่หลากหลาย เช่น Liquid Gold, Rush Poppers, English Aroma, Pure Gold, Locker Room เป็นต้น รู้จักกันในชื่อ “Poppers”

การควบคุมในประเทศไทย
ปัจจุบันควบคุมเป็นสารระเหย ตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓

กองควบคุมวัตถุเสพติด
2557

Khat / Chat /Cathinone /Cathine

 ชื่ออื่น    Arabian tea,  khat,  qat, gat, or miraa

พืช Khat หรือ Chat มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Catha edulis อยู่ในวงศ์ Celastraceae   พบในประเทศแถบอาหรับใต้ และแอฟริกาตะวันออก โดยมีถิ่นดั้งเดิมในประเทศโซมาเลีย เยเมน เคนยา และเอธิโอเปีย

ในพืช Khat มีสารประกอบแอลคาลอยด์หลายชนิด โดยมีสารสำคัญที่พบในพืช Khat สด คือ คาทิโนน ( cathinone  ) และคาทีน ( cathine หรือ  d-norpseudoephedrine ) ซึ่ง cathinone  มีความแรงมากกว่า cathine ถึง 10 เท่า  cathinone  มีฤทธิ์ในการกระตุ้นประสาท ลดความอยากอาหาร และทำให้เคลิบเคลิ้มเป็นสุข(Euphoria) อย่างไรก็ตาม ใน 48 ชั่วโมงภายหลังการตัดออกจากต้น สาร cathinone จะสลายตัวคงเหลือสาร cathine จึงเป็นเหตุผลที่คนส่วนใหญ่นิยมเสพใบสด เนื่องจากมีสาร cathinone อยู่มากและภายหลังการตัดจะห่อใบสดด้วยบตองเพื่อคงความสดของพืชไว้

         
สูตรโครงสร้าง Cathinone   สูตรโครงสร้าง Cathine หรือ
d-norpseudoephedrine

การนำใปใช้ในทางที่ผิด   เคี้ยวใบสด หรือใช้ใบแห้งในการชงชา หรือผสมในอาหาร
ระยะเวลาการออกฤทธิ์   ภายหลังรับประทานพืช Khat ความดันเลือดจะสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็ว ซึ่งฤทธิ์กระตุ้นประสาทจะอยู่นานประมาณ 90นาที-3ชั่วโมง  แต่ในบางราย อาจอยู่ได้นานถึง 24 ชั่วโมง การใช้พืช Khat ไปนานๆ อาจทำให้เกิดความหวาดระแวง ประสาทหลอน เกิดความผิดปกติของระบบประสาท การหายใจ การไหลเวียนเลือด และระบบการย่อยอาหาร

การควบคุมตามกฎหมาย 
ในพืช Khat เป็นที่นิยม และถูกควบคุมตามกฎหมายในหลายประเทศ  เช่น เยเมน เอธิโอเปีย โซมาเลีย สำหรับประเทศออสเตรเลียให้นำเข้าพืช Khat ได้โดยไม่ต้องได้รับใบอนุญาต แต่จำกัดปริมาณนำเข้าได้ไม่เกิน 5 กิโลกรัมต่อคน ต่อเดือน  เพื่อใช้เฉพาะตัว แต่พืช Khat เป็นสิ่งผิดกฎหมายในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฟินแลนด์ เยอรมันนี นอรเวย์ ฝรั่งเศส  

สำหรับประเทศไทย ควบคุมสารที่พบในพืช Khat  คือ  คาทิโนน ( cathinone ) จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท1 ตามพระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 

ความผิด

บทกำหนดโทษ

มาตรา

ผลิต,ขาย,นำเข้า,ส่งออก ระวางโทษจำคุก 5 ปี- 20 ปี
ปรับตั้งแต่ 100,000 บาท-400,000 บาท
มาตรา 89
ครอบครอง ระวางโทษจำคุก 5 ปี- 20 ปี
ปรับตั้งแต่ 100,000 บาท– 400,000 บาท
มาตรา 106 ทวิ
เสพ ระวางโทษจำคุก 1 ปี- 5 ปี
ปรับตั้งแต่ 20,000 บาท- 100,000 บาท
มาตรา 106 ตรี
จูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม
ใช้อุบายหลอกลวงหรือขู่เข็ญให้ผู้อื่นเสพ
ระวางโทษจำคุก 2 ปี- 10 ปี
ปรับตั้งแต่ 40,000 บาท- 200,000 บาท
มาตรา 106 จัตวา วรรค 1
จูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม
ใช้อุบายหลอกลวงหรือขู่เข็ญให้ผู้อื่นเสพ
โดยเป็นการกระทำต่อหญิง
หรือต่อบุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ระวางโทษจำคุก 3 ปี- ตลอดชีวิต
ปรับตั้งแต่ 60,000 บาท- 500,000 บาท
มาตรา 106 จัตวา วรรค 2

และ คาทีน ( cathine ) จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2  ตามพระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518  ปัจจุบันประเทศไทย ไม่มีการนำ cathine ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ 

ความผิด

บทกำหนดโทษ

มาตรา

ผลิต,ขาย,นำเข้า,ส่งออก ระวางโทษจำคุก 5 ปี- 20 ปี
ปรับตั้งแต่ 100,000 บาท-400,000 บาท
มาตรา 89
ครอบครอง ระวางโทษจำคุก 5 ปี- 20 ปี
ปรับตั้งแต่ 100,000 บาท– 400,000 บาท
มาตรา 106 ทวิ
เสพ ระวางโทษจำคุก 1 ปี- 5 ปี
ปรับตั้งแต่ 20,000 บาท- 100,000 บาท
มาตรา 106 ตรี
จูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม
ใช้อุบายหลอกลวงหรือขู่เข็ญให้ผู้อื่นเสพ
ระวางโทษจำคุก 2 ปี- 10 ปี
ปรับตั้งแต่ 40,000 บาท- 200,000 บาท
มาตรา 106 จัตวา วรรค 1
จูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม
ใช้อุบายหลอกลวงหรือขู่เข็ญให้ผู้อื่นเสพ
โดยเป็นการกระทำต่อหญิง
หรือต่อบุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ระวางโทษจำคุก 3 ปี- ตลอดชีวิต
ปรับตั้งแต่ 60,000 บาท- 500,000 บาท
มาตรา 106 จัตวา วรรค 2

 บรรณานุกรม

http://en.wikipedia.org/wiki/Khat
http://www.druginfo.adf.org.au/drug-facts/khat
advances in psychiatric  treatment ( 2003 )  vol9 ,456-463 : Adverse effects of Khat : a review  Glenice Cox&Hagen Rampes

TFMPP   

ชื่อทางเคมี  1-(3-(trifluoromethyl)phenyl) piperazine
ชื่ออื่นๆ : TFMPP�
สูตรโมเลกุล : C11H13 F3N2
น้ำหนักโมเลกุล : 230.23          
CAS Number  : 15532-75-9

คุณสมบัติ  : �
- TFMPP เป็นสารสังเคราะห์ที่เป็นอนุพันธ์ของพิเพอราซีน (piperazine) การใช้ในขนาดสูง �
  100 mg มีฤทธิ์ทำให้ประสาทหลอน (hallucinogenic effect) (คล้ายMDMA)
- ออกฤทธิ์โดยจับกับ serotonin ในสมอง และกระตุ้นการหลั่ง serotonin�
- ไม่มีผลต่อการดูดกลับของ noradrenaline และ dopamine
- ขนาดยาที่ใช้ร่วมกับ BZP เพื่อให้เกิดฤทธิ์คล้ายการเสพ MDMA อยู่ระหว่าง 30 – 100 mg

การนำไปใช้ในทางที่ผิด  :  มีการลักลอบผลิตและขายทางอินเตอร์เน็ต ทั้งในรูปแบบเม็ด แคบซูล และผงละเอียด  เพื่อหี่ผ่อนคลายอารมณ์ เคลิบเคลิ้ม มีความสุข (recreational use)  มักพบเป็นสวนผสมกับ BZP ในรูปแบบ  party pills หรือ club drugs การใช้สารนี้เดี่ยวๆ ไม่เป็นที่นิยม อาจจะเนื่องมาจากการใช้ในขนาดสูงนอกจากจะเกิดประสาทหลอนแล้ว ยังเกิดอาการข้างเคียงอื่นอีก เช่น ปวดศีรษะ ไมเกรน ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน   การใช้ในขนาดสูงหรือใช้ร่วมกับยาเสพติดชนิดอื่นหรือแอลกอฮอล์ อาจทำให้เกิดอาการชัก หรือมีอันตรายถึงชีวิตได้

มีการนำสาร BZP และ TFMPP (Trifluoromethylphenylpiperazine) มาใช้ในทางที่ผิดในประเทศไทย โดยในระหว่างเดือนกรกฎาคม 2552 – พฤษภาคม 2553  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รับตัวอย่างของกลางและตรวจวิเคราะห์พบ ตัวอย่างที่เป็นส่วนผสมของ BZP และ TFMPP  พื้นที่เกิดเหตุอยู่ในเขตจังหวัดชลบุรี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร   

การควบคุมในสหรัฐอเมริกา :  ควบคุมเป็น Schedule I ภายใต้ Controlled Substances Act เป็นการชั่วคราวเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2002 และได้ถูกพิจารณายกเลิกการควบคุมภายใต้กฎหมายดังกล่าวเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2004

การควบคุมในประเทศไทย  : TFMPP  ถูกประกาศเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

 

ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 1

บทกำหนดโทษ

ผลิต นำเข้า หรือส่งออก ( ฝ่าฝืนมาตรา 15 ) จำคุกตลอดชีวิต
และปรับตั้งแต่1,000,000-5,000,000 บาท
ผลิตโดยการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุและมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ ไม่เกิน3 กรัม ตามมาตรา15วรรค3 จำคุกตั้งแต่ 4-15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 80,000-300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง เกิน 3 กรัม ตามมาตรา15วรรค3 จะถือว่า เป็นการ ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่าย จำคุกตั้งแต่ 4 ปี – ตลอดชีวิต
และปรับตั้งแต่ 400,000 – 5,000,000 บาท
จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือมีจำนวนหน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิ ไม่เกิน 3  กรัม  ตามมาตรา15วรรค3 จำคุกตั้งแต่ 4 ปี – 15 ปี
หรือปรับตั้งแต่ 80,000 – 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือมีจำนวนหน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิ เกิน 3 กรัม มาตรา15วรรค3 แต่ไม่ถึง 20 กรัม จำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต
และปรับตั้งแต่ 400,000 –5,000,000 บาท
จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือมีจำนวนหน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิ เกิน 20 กรัมขึ้นไป จำคุกตลอดชีวิต และ
ปรับตั้งแต่ 1,000,000 –5,000,000 บาท
หรือประหารชีวิต
ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือมีจำนวนหน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิ ไม่เกิน 3 กรัม ตามมาตรา15วรรค3 จำคุกตั้งแต่ 1-10ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 –200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดเสพ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน – 3 ปี
หรือปรับตั้งแต่ 10,000 – 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ( มาตรา 91)
ผู้ใดยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นเสพ จำคุกตั้งแต่ 1 ปี – 5 ปี
หรือ ปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ( มาตรา 93/1 วรรค 1)
ผู้ใดใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย หรือข่มขืนใจ ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย ครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ ต้องระวางโทษเป็น 2 เท่าของโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น  ( มาตรา 93/2)

บรรณานุกรม
http://en.wikipedia.org/wiki/Trifluoromethylphenylpiperazine
http://www.erowid.org/chemicals/tfmpp/tfmpp_article1.shtml
http://www.erowid.org/chemicals/tfmpp/tfmpp_basics.shtml
http://en.wikipedia.org/wiki/Trifluoromethylphenylpiperazine

อ่านเพิ่มเติม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๑๐) ที่ระบุให้ BZP และ TFMPP เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท1