Main Menu
สำรวจความคิดเห็น

สำรวจความพึงพอใจ
แนะนำ ติดชม narcotic@fda.moph.go.th

View Results

Loading ... Loading ...
สำหรับ admin

Archive for the ‘ศูนย์ประมวลข่าว NNC’ Category

ยาและสารเสพติดที่ใช้เพื่อความบันเทิง (Club Drugs)

           Club Drugs เป็นคำที่บัญญัติขึ้นโดยสถาบัน NIDA สหรัฐอเมริกา ในยุโรปเรียกว่า Party Drugs มีความหมายถึง ยาและสารเสพติดที่ใช้ในสถานบันเทิงที่มีการเต้นรำ ซึ่งประกอบด้วยยาเสพติดจำพวก ยาอี (ecstacy) ยาเค (ketamine) ยาแอลเอสดี (LSD) ยาโรฮิปนอล (rohypnol) เป็นต้น แต่สำหรับประเทศไทย กลุ่มยา Club Drugs ที่ใช้ประกอบด้วย ยาอี และยาเค เป็นส่วนใหญ่ และ อื่นๆที่พบมีใช้กันได้แก่ โคเคน (cocaine) ไอซ์ (ice)  และซาแนกซ์ (xanax) ซึ่งมีความแตกต่างกับ Club Drugs ในต่างประเทศ

            ยาอี หรือ เอ็กซ์ตาซี หรือ MDMA (Methylenedioxymethamphetamine) ซึ่งเป็นยาที่นิยมใช้เพื่อความบันเทิงอันดับหนึ่งทั้งในต่างประเทศและประเทศไทย เป็นอนุพันธ์ของยาบ้า (methamphetamine) ซึ่งไม่มีการนำมาใช้ในทางการแพทย์ ยาที่ขายจึงเป็นยาที่ลักลอบผลิตและจำหน่าย ยาอีจัดเป็นยากระตุ้นประสาทที่ทำให้ผู้เสพมีอาการหลอนประสาทร่วมด้วย เสพโดยการกิน เหตุผลที่ต้องการใช้ในสถานบันเทิงเนื่องจากเมื่อใช้ยาแล้วผู้เสพจะรู้สึกพึงพอใจในตัวเอง มีอารมณ์ร่วม ช่วยในการสื่อสาร และเพิ่มความสามารถในการเข้าสังคมกับผู้อื่น จากการศึกษาพบว่าประเทศในแถบยุโรปและอเมริกาไม่มีผู้ติดยาอีเข้ามารับการบำบัดรักษาเพราะส่วนใหญ่เสพสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ในวันหยุดสุดสัปดาห์ในงานเลี้ยงที่มีการเต้นรำ แต่พฤติกรรมการเสพยาอีของวันรุ่นไทย นอกจากจะเสพยาอีในช่วงวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์แล้ว ยังมีการเสพในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่นงานวันเกิด งานฉลองอื่นๆ ผู้ใหญ่ในวัยทำงานบางคนเสพยาอีครั้งละ 2-4 เม็ด การเสพยาอีในปริมาณมากและเสพอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดภาวะติดยา บางรายมีอาการเบลอ เนื่องจากยามีผลต่อร่างกายและสมอง

            ยาเค หรือเคตามีน จัดเป็นยาสลบ ทำให้เกิดภาวะร่างกาย และจิตใจแยกจากกัน เป็นยาที่ผลิตโดยถูกกฎหมายเพื่อใช้ในทางการแพทย์มาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว แต่ต่อมาในช่วงหลังพบว่ามีการนำมาใช้ในทางที่ผิด โดยใช้เพื่อความบันเทิงเพิ่มมากขึ้น และพบว่าการใช้ยาเคตามีนบ่อยๆ ทำให้เกิดการติดยาได้ จึงเป็นปัญหาที่ทำให้ประเทศไทยมีการควบคุมการใช้เข้มงวดขึ้น แต่เนื่องจากยังไม่มีการควบคุมระหว่างประเทศ จึงทำให้ยาจากประเทศที่ยังไม่มีการควบคุมการใช้อย่างเข้มงวดถูกนำมาลักลอบขายในประเทศไทย ในอดีตการเสพยาเคจะต้องนำเคตามีนที่เป็นยาที่จำหน่ายในรูปยาน้ำใสสำหรับฉีด มาใส่จาน และกลายเป็นไอ เพื่อสูดเข้าจมูก  ต่อมาพัฒนาวิธีเสพโดยนำน้ำยาเคตามีนมาอบให้แห้งเป็นผงสีขาว ใช้สูดเข้าจมูก ปัจจุบันมีการผลิตยาเคในรูปผงสำเร็จรูปมาจำหน่าย ส่วนใหญ่ผู้เสพนิยมเสพคู่กับยาอี จะออกฤทธิ์ทำให้รู้สึกเมายามากขึ้น ผู้เสพจะมีอาการผิดปกติคือหัวใจเต้นเร็ว ดวามดันโลหิตสูง สูญเสียความทรงจำ ควบคุมตัวเองไม่ได้ ประสาทหลอน

            โคเคน ในต่างประเทศไม่จัดว่าโคเคนเป็น club drug แต่ประเทศไทยนิยมเสพโคเคนในสถานบันเทิงเป็นหลัก โคเคนมีใช้ในทางการแพทย์เป็นยาชาเฉพาะที่ (local anesthetic) การเสพโคเคนโดยวิธีสูดทางจมูกจะทำให้มีเลือดกำเดาออก และหากใช้ต่อไปจะทำให้ผนังจมูกทะลุ ผู้เสพจึงต้องหยุดเสพเป็นพักๆ เพื่อรักษาตัว อันตรายจากการเสพโคเคนดังกล่าวจึงทำให้มีการเปลี่ยนวิธีเสพโดยการนำโคเคนไปละลายน้ำแล้วเติมแอมโมเนีย จากนั้นเติมอีเทอร์ลงไปจะได้ตะกอนขาวหรือฟรีเบสแยกตัวออกมา นำมาเสพโดยวิธีสูบควัน แต่ถ้าหากฟรีเบสนั้นไม่แห้งสนิทจากการตกตะกอนในอีเทอร์ เมื่อนำมาเผาไฟเพื่อสูบควันก็อาจเกิดเปลวไฟขึ้นมาใส่หน้าผู้สูบได้ วิธีนี้จึงถูกแทนที่ด้วยการนำโคเคนมาละลายกับผงฟู แล้วต้มให้เดือดจะได้ผลึกโคเคนที่เรียกว่าแคร็ก ใช้สูบเช่นกัน การสูบผลึกโคเคนจะมีฤทธิ์รุนแรงกว่าและเข้าสมองได้ในเวลาเพียง 2-3 วินาที รวมทั้งมีฤทธิ์ทำให้เกิดการติดอย่างรุนแรง พฤติกรรมของผู้เสพโคเคนที่พบทั่วไปคือนิยมเสพโคเคนผง ในห้องน้ำของสถานบันเทิง ต่อมาเปลี่ยนแปลงไปนัดหมายกันไปเสพตามบ้าน การเสพจะเสพต่อเนื่องเป็นอาทิตย์ๆ จากนั้นจะหยุดพักระยะหนึ่งก่อนไปเสพใหม่ บางรายที่เสพมากเกินไปอาจชัก เกร็ง เลือดออกในสมอง และหัวใจวายได้

            ไอซ์ หรือ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ในรูปผลึกใส เป็นเมทแอมเฟตามีนบริสุทธิ์ ในต่างประเทศไม่จัดอยู่ในกลุ่ม club drugs  เนื่องจากการเสพจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ทำให้พกติดตัวไปยังสถานที่เต้นรำได้ลำบาก แต่เหตุที่ไทยจัดให้ไอซ์อยู่ในกลุ่ม club drugs เพราะคนนิยมเสพหลังจากเที่ยวสถานบันเทิงแล้วโดยไปเสพต่อตามบ้าน โดยเสพอย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์เหมือนโคเคน

ไอซ์เมื่อโดนความร้อนจะระเหิด คือเปลี่ยนสถานะจากของแข็งกลายเป็นไอ ดังนั้นจึงถูกนำไปเสพโดยการนำไปทำให้กลายเป็นไอแล้วสูดไอเข้าปอดเป็นส่วนใหญ่ เมทแอมเฟตามีนมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทอย่างรุนแรง เมื่อเข้าสู่ร่างการแล้วจะไปทำให้เกิดภาวะตื่นตัว และมีพละกำลังมากกว่าปกติ มือจะสั่น หัวใจเต้นแรง มีความดันเลือดสูง อุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้น หากเสพเข้าไปปริมาณมากอุณหภูมิร่างกายจะสูงเกิน40 องศาเซลเซียสผู้เสพอาจมีอาการชักเหมือนคนเป็นโรคลมบ้าหมู จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ ผู้เสพอาจจะถึงกับสลบหมดสติ หรือเสียชีวิตได้

            ซาแนกซ์  (XANAXÒ) หรือ ที่มีชื่อสามัญว่าอัลปราโซแลม (alprazolam) เป็นยากล่อมประสาทที่เข้ามามีบทบาทในกลุ่มยาเสพติด club drugs พบว่าการใช้ยาอีและยาเคจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทมากจนเกิดความรู้สึกไม่สบาย นอนไม่หลับ ทำให้ต้องใช้ยากล่อมประสาทเพื่อลดแรงกระตุ้น ช่วยให้รู้สึกสบายใจ และสามารถนอนหลับ เพื่อจะตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตประจำวันที่ปกติ เช่นเรียนหนังสือ หรือทำงานได้ ดังนั้นผู้เสพยาอีและผู้เสพยาเคส่วนใหญ่จึงนิยมเสพยาอีและยาเคคู่กับยาซาแนกซ์ แต่ปัญหาที่พบคือหลังจากที่ใช้ยาซาแนกซ์ไประยะหนึ่ง จะทำให้ผู้เสพเกิดความหมกมุ่นอยู่กับยาเสพติด และนำไปสู่ภาวะเสพติดคือผู้เสพจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิต จะละเว้นการทำกิจวัตรประจะวันที่ควรทำหรือจำเป็นต้องทำ

 อันตรายอื่นที่นอกเหนือจากติดยา

                การใช้ยาเสพติดจำพวก club drugs มีเป้าหมายเพื่อความสนุกสนานบันเทิงเป็นหลัก แต่จากการเสพมีข้อเท็จจริงปรากฎว่าหลังจากการเสพยาอีจะทำให้ไม่มีสติควบคุมตัวเองไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญและน่าเป็นห่วงมากเนื่องจากจำนวนหญิงที่เสพยาอีจนขาดสติและมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าหรือถูกแอบถ่ายรูปขณะมีเพศสัมพันธ์มีจำนวนมากขึ้น การจัดปาร์ตี้ยาอีนิยมจัดในห้องเล็กๆ มีแสงสลัวๆ โดยจะมีการเปิดวิดีโอเป็นภาพสามมิติให้ผู้เสพยาอีดูเพื่อให้เกิดจินตนาการ ส่วนใหญ่จะเริ่มเสพยาอีก่อน จากนั้นจึงเสพยาเคและมีอาการเหวอ คือครองสติไม่อยู่ ควบคุมตัวเองไม่ได้ สังเกตจากจังหวะการเดินที่ผิดปกติไป เช่นนิยมก้าวข้ามบันได สิ่งที่พบอีกอย่างคือ การเสพไอซ์จะทำให้ผู้เสพมีความต้องการทางเพศสูงทั้งหญิงและชาย

            อันตรายที่พบอีกประการหนึ่งคือยาเสพติดกับโรคเอดส์นั้นมีความสัมพันธ์กัน โดยพบว่า หลังจากเสพยามักมีกิจกรรมทางเพศ ทั้งที่แม้ว่าจะมีการป้องกันการติดโรคจากเพศสัมพันธ์โดยใช้ถุงยางอนามัย แต่พบว่าร้อยละ 95 ของผู้เสพยาที่ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ ใช้ถุงยางอนามัยไม่ถูกต้อง จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์ รวมทั้งการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันด้วย

          บทลงโทษตามกฏหมาย

1.  ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาอี  และไอซ์ ซึ่งจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง

            หากเสพ มีโทษจำคุก 6 เดือน – 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

            ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นเสพ มีโทษ จำคุก 1-5 ปี หรือปรับ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาทหรือทั้งจำและปรับ

            ใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ให้ผู้อื่นเสพ มีโทษจำคุก 1-10 ปี และปรับ 100,000 ถึง 1,100,000 บาท ถ้ากระทำโดยมีอาวุธ หรือร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จำคุก 2-15 ปี และปรับ 200,000 บาท ถึง 1,500,000 บาท ถ้ากระทำต่อหญิงหรือผู้ไม่บรรลุนิติภาวะ หรือเพื่อจูงใจให้ผู้อื่นกระทำความผิดอาญาหรือเพื่อประโยชน์แก่ตนองและผู้อื่นในการกระทำความผิดอาญา จำคุก 3 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ 300,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท

            จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน 375 มิลลิกรัม หรือจำนวนหน่วยการใช้ ไม่เกิน 15 หน่วยการใช้ (เช่น มียาไม่เกิน 15 เม็ด) มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี – 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 80,000 – 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ    ถ้าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 375 มิลลิกรัม หรือจำนวนหน่วยการใช้ 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือ1.5 กรัมขึ้นไป มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี – ตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 400,000 – 5,000,000 บาท   คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน20 กรัมขึ้นไป มีโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้าน – ห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต

            ผลิต นำเข้า ส่งออก เพื่อจำหน่าย มีโทษประหารชีวิต

            2. ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับโคเคน ซึ่งจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษซึ่งมีที่ใช้ในทางการแพทย์

            หากเสพ มีโทษจำคุก 6 เดือน – 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

            ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นเสพ มีโทษ จำคุก 1-5 ปี หรือปรับ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท

 หรือทั้งจำและปรับ

            จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน100 กรัม

มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี – 20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 60,000 – 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่า100 กรัมจำคุก 5 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 500,000 – 5,000,000 บาท

3. ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเค ซึ่งจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2

            หากเสพ มีโทษจำคุก 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

จูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม ใช้อุบายหลอกลวง หรือขู่เข็ญให้ผู้อื่นเสพ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000 บาท – 200,000 บาท

            ผลิต ขาย นำเข้า หรือส่งออก โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 บาท – 400,000 บาท

4. ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาซาแนกซ์ หรืออัลปราโซแลม ซึ่งจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4

            จูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม ใช้อุบายหลอกลวง หรือขู่เข็ญให้ผู้อื่นเสพ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000 บาท – 200,000 บาท

            ผลิต ขาย นำเข้า หรือส่งออก โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

จากอันตรายที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า club drugs เป็นกลุ่มยาที่ต้องเฝ้าระวัง จากงานวิจัยที่ทำในจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือพบว่า กลุ่มผู้เสพทุกคนทราบดีว่ายาอีเป็นยาที่มีโทษ แต่ความท้าทาย ความสนุก การติดอยู่ในอารมณ์สนุกสนาน ทำให้ผู้เสพไม่สนใจเรื่องผลกระทบที่มีต่อร่างกายในอนาคต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรณรงค์ให้ความรู้เรื่อง club drugs แก่สาธารณชน รวมทั้งต้องรณรงค์ให้ผู้เสพเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อยาเสพติด เนื่องจากผู้เสพยาส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อยาเสพติดโดยหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นยาที่เสพแล้วไม่มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการเสพติด

เอกสารอ้างอิง

1.รายงานการประชุมวิชาการ เรื่อง ยาและสารเสพติดที่ใช้เพื่อความบันเทิง : 9 มีนาคม 2547 โดยศูนย์วิชาการด้านยาเสพติด สำนักพัฒนาการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรม
2.วิโรจน์ สุ่มใหญ่. ยาบ้ามหันตภัยข้ามสหัสวรรษ กรุงเทพ ฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัดธีระการพิมพ์, 2543

กลุ่มวิจัยและพัฒนา กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ธันวาคม 2547

ข้อสรุป อีเมลส่งต่อ เรื่อง “ยาชนิดใหม่ในโรงเรียน”

            จากการสืบค้นพบว่า :

  • มีข่าวเกี่ยวกับ สตรอเบอรี่ควิก ในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2550 จากการให้ข่าวของหัวหน้าห้องแล็บวิเคราะห์สิ่งผิดกฎหมาย ในรัฐอาคันซอส์ ว่ามีการนำสิ่งต่างๆ มาแต่งกลิ่นรสเมทแอมเฟตามีน เพื่อให้น่ากิน ดังรายละเอียดที่แนบ (3)
  • พบบทความวิเคราะห์เกี่ยวกับข่าวสตรอเบอรี่ควิก ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขียนไว้เมื่อวันที่ 22มิถุนายน 2550 วิเคราะห์ว่า การรายงานข่าวเกี่ยวกับยาใหม่เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่มีปฎิกริยามากเกินไป และการเสนอข่าวของสื่อในสิ่งที่ไม่เป็นจริง ผู้วิเคราะห์ได้ลำดับเหตุการณ์ของข่าวที่ออกมาจากรายงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และหน่วยงานของรัฐ พบว่า

- กพ. 2550 คาร์สันเคาตี้ รัฐเนวาดาร์ รายงานว่าจับเมทแอมเฟตามีนกลิ่นสตรอเบอรี่ ได้จำนวนหนึ่ง และให้ชื่อว่า ‘สตรอเบอรี่ควิก’ หลังจากพบขวดบรรจุสตรอเบอรี่ควิก (ผงที่ใช้ผสมแต่งกลิ่นรสในเครื่องดื่ม เช่น นม) ในห้องแล็บเมทเถื่อน และมีประกาศเตือนว่า สตรอเบอรี่ควิกเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้ เพราะสารแต่งกลิ่นช่วยเรื่องรสชาติ และวัยรุ่นที่ได้รับการสอนว่าเมทแมเฟตามีนอันตรายอาจเห็นว่าเมื่อแต่งกลิ่นรสแล้วมีอันตรายน้อยลง

- มีค.2550 หน่วยงาน Drug Enforcement Administration (DEA) ประกาศเตือนอีก และรายงานว่ามีการแพร่ระบาดเมทแอมเฟตามีน รสช็อคโกแลต โคลา และอื่นๆ

- ปฏิกริยาจากเรื่องนี้ วุฒิสภาได้เสนอกฎหมายที่เพิ่มโทษผู้ขายเมทแอมเฟตามีนที่แต่งกลิ่นรส

- แต่พบปัญหาคือไม่มีผู้ใดแน่ใจว่าเมทแอมเฟตามีนที่แต่งกลิ่นรสมีอยู่จริง มีแต่การรายงานข่าวจากสื่อทั่วสหรัฐ และมีการเตือนภัยเกี่ยวกับอันตรายของยาใหม่นี้ แต่ไม่พบการรายงานคดีที่เกิดขึ้น

- มีการรายงานข่าวจากโทรทัศน์ ในรัฐเคนตักกี้ กล่าวถึงข้อมูลสตรอเบอรี่ควิกคล้ายกับที่ระบุในเมลส่งต่อ ที่กล่าวแล้ว ต่อมามีความพยายามที่จะสืบข้อมูลเพื่อที่จะหาหลักฐานที่แน่ชัดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนที่แต่งกลิ่นรส  แต่กลับไม่พบ สุดท้ายเจ้าหน้าที่จากคาร์สันเคาตี้ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้ เป็นเมทแอมเฟตามีนที่ถูกแต่งกลิ่นรส หรือเพียงแต่แต่งสี

- บทความวิเคราะห์นี้ได้กล่าวถึงยาชนิดใหม่ที่เรียกว่า ชีสเฮโรอีน (cheese heroin) ซึ่งมีอยู่จริง ผู้ค้านำ black-tar heroin ผสมกับ diphenhydramine และขายในรูปผง  ส่วนในแถบดัลลัส ผู้ค้าได้ผสมเฮโรอีนกับ Tylenol PM® ซึ่งประกอบด้วย diphenhydramine และ paracetamol เพื่อให้ราคาถูก เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นเชื้อสายสเปน แต่ผลของการประโคมข่าวของสื่อ เกี่ยวกับชีสเฮโรอีน ทำให้สถานการณ์แย่ลง เพราะมีผู้ที่ใช้ยาเฮโรอีนอยู่แล้ว นำยาไปผสมกับพาราเซตามอลเพื่อเสพ และมีเยาวชนที่เริ่มใช้ชีสเฮโรอีน เพราะเข้าใจผิดว่าไม่ใช่เฮโรอีน ซึ่งต้องมีการรณรงค์ให้มีความเข้าใจถูกต้อง

- ผู้เชี่ยวชาญด้านยาเสพติดกังวลว่าการสนใจเกี่ยวกับปัญหาของ ‘เมทแต่งกลิ่นรส’ ทำให้เกิดการไขว้เขวจากปัญหาที่แท้จริงคือการใช้แอลกอฮอล์และยาอื่นในวัยรุ่น และมองข้ามปัญหาการตลาดที่แท้จริงในการแต่งกลิ่นรสผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์และบุหรี่ซึ่งมีเป้าหมายเป็นเด็กๆ ดังรายละเอียดที่แนบ (4)

จึงขอสรุปว่าอีเมลส่งต่อเรื่อง ‘ยาชนิดใหม่ในโรงเรียน’ ฉบับนี้ ไม่เป็นความจริง คาดว่ามีการส่งต่อกันมาเรื่อยๆ โดยเริ่มจากสหรัฐอเมริกา และมาถูกดัดแปลงเนื้อหาเมื่อส่งต่อในประเทศไทย โดยให้ข้อมูลว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในประเทศไทยเพื่อให้มีการส่งต่อกันเพิ่มมากยิ่งขึ้น  ซึ่งคาดว่าในระยะต่อไปอาจมีการแปลเป็นภาษาไทยแล้วส่งต่อกัน

ประเมินข้อเท็จจริงจากข้อมูลที่ได้

      – เมื่อสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับเบอร์อุนแดนก้า (Burundanga) พบว่า มีเมลส่งต่อ (forward mail) เกี่ยวกับเบอร์อุนแดนก้าเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเริ่มส่งให้กันเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วคาดว่าอีเมล ‘ภัยจากนามบัตร’ จากหนังสือพิมพ์มติชน เป็นข้อความที่แปลออกมา

            – นักวิจารณ์ชาวอเมริกันได้วิเคราะห์เมลส่งต่อฉบับนี้ไว้ว่ามีจุดที่น่าสงสัย 2 ประการ ได้แก่

     1.   ผู้ส่งเมลเล่าว่ามีอาการหลังจากที่สัมผัสกับนามบัตร  แต่ระยะเวลาการเริ่มออกฤทธิ์จากการสัมผัสสาร
สโคโปลามีนสารต้องมีระยะเวลาที่นานกว่านี้ (ใช้เวลาเป็นชั่วโมง)

     2.   ผู้ส่งเมลเล่าว่าได้กลิ่นจากมือ ซึ่งมาจากการจับนามบัตร แต่จากเอกสารอ้างอิงมาทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสารสโคโปลามีนไม่มีกลิ่น

            นอกจากนี้ไม่เคยมีแหล่งข่าวที่ยืนยันว่ามีการก่อคดีเช่นนี้จริงในสหรัฐอเมริกา

จึงขอสรุปว่าข้อมูลอีเมลส่งต่อเรื่อง ‘ภัยจากนามบัตร’ ฉบับนี้ ไม่เป็นความจริง  

ข้อมูลทางวิชาการของเบอร์อุนแดนก้า (Burundanga)

เบอร์อุนแดนก้า เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกยาสโคโปลามีน (scopolamine)

Scopolamine (Hyoscine)

   ในอเมริกาใต้มีเรื่องเล่าลือซึ่งเกี่ยวข้องกับเบอร์อุนแดนก้าว่าเป็นสารที่กินเพื่อให้เกิดภาวะเหมือนจิตที่เข้าฌานหรือทรงเจ้าในพิธีของหมอผี มีรายงานการใช้ยานี้เพื่อก่ออาชญากรรมครั้งแรกในประเทศโคลัมเบียในช่วงทศวรรษ1980 และตามที่รายงานไว้ในบทความที่ตีพิมพ์ใน Wall Street Journal ปี 1995 (รายละเอียดตามแนบ) ว่ามีการใช้เบอร์อุนแดนก้าช่วยในการก่ออาชญากรรมระบาดมากในช่วงทศวรรษ1990  บทความกล่าวว่าการใช้ก่ออาชญากรรมที่พบคือจะให้เหยื่อดื่มเครื่องดื่มที่มีเบอร์อุนแดนก้าผสมอยู่  ต่อมาเหยื่อจะตื่นขึ้นมาในสถานที่ห่างออกไป มีอาการมึนงงมาก และจำเรื่องราวไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ข้าวของเงินทองหายไป แม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าใจว่าลดลงเหมือนกับการเกิดอาชญากรรมอื่นๆ แล้วก็ตาม แต่สหรัฐอเมริกาก็ยังคงเตือนนักท่องเที่ยวให้ระวังอาชญากรในโคลัมเบียที่จะใช้ยามอมนักท่องเที่ยวเพื่อให้ไร้ความสามารถชั่วคราว

สโคโปลามีนมีที่ใช้ในทางการแพทย์หลายรูปแบบได้แก่ ยาฉีด ยาเม็ดรับประทาน และแผ่นแปะ

ข้อบ่งใช้ จะแตกต่างกันขึ้นกับรูปแบบของยาที่ให้

- ยาฉีด เป็นยาที่ให้ก่อนการผ่าตัดเพื่อให้สูญเสียความจำ สงบระงับ และลดการหลั่งน้ำลายและลดสารหลั่งจากทางเดินหายใจ

- ยารับประทาน  ใช้รักษาโรคพาคินสัน  โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable bowel syndrome, IBS)  ป้องกันอาการเมารถเมาเรือ

- แผ่นยาแปะ ป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกี่ยวกับการใช้ยาสลบหรือยาแก้ปวดกลุ่มโอปิเอต ป้องกันอาการเมารถเมาเรือ

แผ่นยาแปะที่มีขายในต่างประเทศ

กลไกการออกฤทธิ์   ยับยั้งการทำงานของ acetylcholine ที่ พาราซิมพาเธติกบริเวณ กล้ามเนื้อเรียบ ต่อมคัดหลั่งและระบบประสาทกลาง

ขนาดยา        ยาเม็ด 10 มก. รับประทาน 1-2 เม็ด วันละ 3 เวลา   ยาฉีด 20 มก/มล ให้ไม่เกิน 1.5 มก/กก/วัน

                     แบบแผ่นแปะมีสโคโปลามีน 1.5 มก. และจะปล่อยตัวยาประมาณ 1 มก.ในเวลา 3 วัน

ระยะเวลาเริ่มออกฤทธิ์         รับประทาน และฉีดเข้ากล้าม 0.5-1 ชั่วโมง  

                                              ฉีดเข้าเส้น 10 นาที 

                                              แผ่นยาแปะ 4 ชั่วโมง

ระยะเวลาการออกฤทธิ์       รับประทาน และฉีดเข้ากล้าม 4-6 ชั่วโมง  

                                              ฉีดเข้าเส้น 2 ชั่วโมง 

                                              แผ่นยาแปะ 3 วัน

อาการไม่พึงประสงค์ต่อระบบประสาทกลาง สับสน ง่วงซึม ปวดศีรษะ สูญเสียความทรงจำ กล้ามเนื้อแขนขาทำงานไม่ประสานกัน  เหนื่อยล้า

การจัดประเภทตามกฎหมาย  จัดเป็นยาอันตราย ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510

กลุ่มวิจัย พัฒนา และระบาดวิทยา  กองควบคุมวัตถุเสพติด 20 มกราคม 2552

     ตามที่มีข่าวในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 13 ธันวาคม 2545 เรื่อง “ผกก. พ้อยาแก้ไอเกลื่อน” กองควบคุมวัตถุเสพติดขอเรียนดังนี้

ข้อเท็จจริง
” ซอแรม (zolam) ” เป็นชื่อทางการค้าของ alprazolam ผลิตโดย บ.สหแพทย์เภสัช จำกัด มี 3 ความแรงคือ 0.25, 0.5 และ 1 mg.

การกำกับดูแลตามกฎหมาย
” ซอแรม (zolam) ” จัดเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 การซื้อขายกระทำได้ต่อเมื่อ มีใบอนุญาตขายวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 3 และ 4 และขายได้ต้องมีใบสั่งแพทย์ ขณะขายต้องมีเภสัชกรควบคุมดูแล ต้องมีเภสัชกรควบคุมการจำหน่าย และต้องจัดทำบัญชีรับ-จ่ายวัตถุออกฤทธิ์ประจำเดือน และประจำปีตามกฎหมายกำหนด
ยาแก้ไอที่กล่าวถึงในข่าวน่าจะเป็นยาแก้ไอที่ประกอบด้วย ” โคเดอีน (codeine) “

การกำกับดูแลตามกฎหมาย
” ยาแก้ไอผสมโคเดอีน (codeine) ” จัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มีจำหน่ายเฉพาะในสถานพยาบาลที่มีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนเท่านั้น


     ตามที่มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับลงวันที่ 4 ธันวาคม หน้า 11 เรื่อง”เตือนระวัง’เอ็ม10’ยาเสพติดชนิดใหม่ภัยหญิงสาว-แค่ใส่น้ำเสียตัวได้ง่าย” เนื่องจากหนังสือพิมพ์ระบุว่า ‘เอ็ม10′ เป็นยาเสพติด กองควบคมวัตถุเสพติดจึงได้ทำการค้นหาผลิตภัณฑ์ ที่อยู่ในความควบคุม พบว่าผลิตภัณฑ์ตามที่เป็นข่าว อาจจะเป็น med-zepoxide 10 mg. ซึ่งมีตัวยาที่สำคัญคือ chlordiazepoxide hcl 10 mg. ผลิตโดย บ. เวชบริการ จำกัด มีเลขทะเบียน p1a 11/2545 ซึ่งมีลักษณะเป็นยาเม็ดกลมแบนสีขาว ข้างหนึ่งเรียบแต่มีจุดกลมนูนอยู่ตรงกลางเม็ด และอีกด้านหนึ่งมีขีดแบ่งครึ่ง และมีอักษร m และตัวเลข 10

ข้อมูล chlordiazepoxide hcl
ชื่อทางเคมี: 7-chloro-2-(methylamino)-5-phenyl-3h-1,4-benzodiazepine-4-oxide
สูตรทางเคมี: c16h14cin30-hcl
การออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา :
เป็นยากลุ่ม benzodiazepine ลดอาการวิตกกังวล และช่วยสงบประสาท
การควบคุมตามกฎหมาย :
จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภทที่ 4 ซึ่งการซื้อขายจะกระทำได้โดยมีใบสั่งแพทย์ และขณะทำการซื้อขายต้องมีเภสัชกรอยู่ทำการเท่านั้น มิเช่นนั้นจะมีความผิดตามกฎหมาย

references
กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข .,pn dex thailand 2000, infopharma media services limited, p3
http://www.fda.moph.go.th/fda-net/html/product/addict/narco_list/psyco4.htm
http://www.erowid.org/pharms/chlordiazepoxide/chlordiazepoxide.shtml

     ตามที่มีข่าวที่ออกทางรายการโทรทัศน์ในวันที่ 12/02/2546 เรื่องเกี่ยวกับที่ลูกไฮโซที่ถูกส่งไปเรียนที่เมืองนอก แล้วติดยาเสพติดทำให้เสียอนาคต ถึงแม้จะเลิกได้แล้วเจ้าตัวก็ยังเสียใจที่หันไปเสพยา แล้วทำให้ไม่ก้าวหน้าในอนาคตตามที่หวังไว้ และกล่าวถึงว่าในตอนแรกๆที่ถูกส่งไปเรียนที่ต่างประเทศได้เริ่มจากสูบกัญชาก่อน จนกระทั่งสุดท้ายหันไปเสพโคเคน (cocaine) แล้วสุดท้ายเกือบเสียชีวิตเนื่องจากเสพ crack cocaine หรือ flake cocaine โดยให้ข่าวว่า crack cocaine / flake cocaine คือ cocaine บริสุทธิ์ในรูปของ free base ซึ่งมีฤทธิ์แรงกว่า cocaine ปกติหลายเท่า กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาได้ติดตามข่าวดังกล่าว และขอแจงข้อเท็จจริงจากการศึกษาข้อมูลที่รวบรวมได้ดังนี้คือ โคเคนคืออะไร โคเคนคือสาร alkaloid ที่สกัดจากต้น coca โดยสารนี้จะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทอย่างแรง และเป็นสารตัวหนึ่งที่สามารถเสพติดได้ง่ายมาก และไม่สามารถบอกได้ว่าลองเสพเพียงครั้งเดียวแล้วจะติดหรือไม่ การออกฤทธิ์จะออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการดูดซึมกลับของสารสื่อประสาท ที่เรียกว่า dopamine ในสมอง ในตลาดมืดมีชื่อเรียกโคเคนหลายอย่าง เช่น flake, coke, charlie เป็นต้น ดังนั้น flake จึงเป็นเพียงชื่อที่ใช้เรียกโคเคนในตลาดมืด หรือในหมู่ผู้เสพยาเท่านั้น

วิธีการเสพโคเคน
ส่วนใหญ่มันจะใช้สูดตัวโคเคนเอง หรือเผาแล้วสูดควัน ใช้ฉีดเข้าร่างกาย สูบ การเสพโคเคนโดยเผาแล้วสูดควันจะออกฤทธิ์เร็วพอ กับใช้ฉีด

crack คืออะไร
crack คือชื่อที่ใช้เรียกกันในตลาดมืดหรือในหมู่ผู้เสพยาเสพติด โดยจะใช้ชื่อ crack เมื่อ cocaine hydrochloride ถูกเปลี่ยนไปเป็น cocaine ในรูป free base เพื่อใช้สูบ หรือสูดควันเท่านั้น และยิ่งกว่านั้นหากจะทำให้ cocaine ระเหยเร็วยิ่งขึ้นจะใช้โคเคนละลายใน ether ดังนั้น crack cocaine ก็คือโคเคนในรูป free base นั่นเอง
     การผลิต crack จาก cocaine hydrochloride ทำได้โดย นำ cocaine hydrochloride มาผสมกับ แอมโมเนียหรือโซเดียม ไบคาร์บอเนต (baking soda) แล้วเติมน้ำลงไป เมื่อผสมสารต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว แล้วนำมาให้ความร้อนเพื่อที่จะเอากลุ่ม hydrochloride ออกไปนั่นเอง เมื่อเสร็จขบวนการดังกล่าวก็จะได้ cocaine ในรูป free base ซึ่งสามารถนำมาใช้สูบหรือสูดควันได้

ผลของโคเคนที่เกิดกับผู้เสพ
ผู้ที่เสพโคเคนจะรู้สึกว่าตนเองมีแรงเพิ่มขึ้น และทำให้อารมณ์ดี และมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงขึ้น ผลของโคเคนที่อยู่ในรูปแบบผงจะเริ่มออกฤทธิ์เมื่อเวลาผ่านไป 20 นาทีนับจากเริ่มเสพ ส่วน crack เมื่อเสพแล้วจะออกฤทธิ์เร็วกว่าคือประมาณ 12 นาทีหลังจากเสพ และการเสพโคเคนในขนาดสูงๆจะทำให้เกิดอาการประสาทหลอน (hallucination) อาจเห็นภาพลวงตา (delusion) หวาดระแวง (paranoia) ก้าวร้าว (aggression) นอนไม่หลับ (insomnia) และซึมเศร้า (depression) แต่ฤทธิ์ของโคเคนจะคงอยู่ระยะสั้นๆเท่านั้น และเมื่อหมดฤทธิ์ยาแล้วจะเกิดอาการซึมเศร้า (depression) หงุดหงิดง่าย (irritability) กล้ามเนื้อเปลี้ย (fatigue) และถ้าเสพโคเคนในขนาดสูงๆไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นหรือยาวก็ตามจะให้ผลเช่นเดียวกันคือ จะทำอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย หวาดระแวง (paranoia) ขาดความสนใจเรื่อง sex น้ำหนักลดลง และนอนไม่หลับ(insomnia) ผู้ที่นัดโคเคนเป็นประจำจะรู้สึกอึดอัด น้ำมูกไหลตลอดเวลา (runny nose) ผิวหนังบริเวณรูจมูกอักเสบหรือเกิดแผลเปื่อย ผนังกั้นระหว่างรูจมูกทั้ง 2 ข้างอาจทะลุ และผู้เสพยังอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ ตับอักเสบ เนื่องจากการใช้เข็มร่วมกันอีกด้วย และโดยเฉพาะถ้าผู้ใช้โคเคนในขนาดสูงๆในรูป free base จะสามารถทำให้เกิดทางเดินหายใจอักเสบได้ และข้อมูลจาก nida พบว่าตับจะสามารถรวม cocaine และอัลกอฮอล์ แล้วสามารถผลิตเป็น cocaethylene ซึ่งทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุข (euphoric) รุนแรงขึ้นและยังทำให้เพิ่มการตายกระทันหัน (sudden death) ขึ้นมากด้วย
     โคเคนมีผลเป็นอย่างมากต่อเด็กที่อยู่ในครรภ์ของมารดาที่เสพโคเคน เนื่องจากโคเคนทำให้สารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงทารกที่อยู่ในครรภ์ลดลง จนอาจทำให้ทารกที่อยู่ในครรภ์ตายได้ และอาจทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนดได้ด้วย เด็กที่เกิดขึ้นจากมารดาที่เสพโคเคนมีแนวโน้มที่มีศรีษะและสมองเล็กกว่าปกติ นอกจากนี้โคเคนยังมีผลทำให้เกิดการแท้งบุตรได้ด้วย เนื่องจากโคเคนมีฤทธิ์ที่จะขับรกจากมดลูก จึงอาจทำให้เกิดตกเลือดระหว่างที่มารดาตั้งครรภ์ ซึ่งอาจนำมาสู่การตายของแม่และเด็กได้ และยังอาจจะมีผลทำให้เกิดการคลอดที่ผิดปกติได้ด้วย

ผลไม่พึงประสงค์เมื่อเสพโคเคน
ผลที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อเสพ crack cocaine คือผู้เสพจะมีเสมหะดำ ไอเรื้อรัง มีอาการเหมือนทางเดินหายใจอักเสบ และสำหรับผู้ที่ใช้โคเคนทั่วๆ ไปอาจนำไปสู่การใช้ยาเกินขนาด และสามารถทำให้เกิดการกดการหายใจ แล้วอาจทำให้ตายได้เนื่องจากหัวใจหรือระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และยิ่งกว่านั้นเมื่อเสพโคเคนแล้วสามารถนำไปสู่การติดยาได้โดยง่ายดาย

บทกำหนดโทษ โคเคนจัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ตาม พรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522


      ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 28/02/2546 หน้า 1,2 ในหัวข้อ” ตรวจคนเที่ยวเจอ’ฉี่’แปลกยานรกตัวใหม่” จึงขอเรียนข้อเท็จจริงดังนี้

     การตรวจปัสสาวะโดยพบว่าปัสสาวะเป็นสีม่วงนั้นเป็นเพียงการตรวจเบื้องต้นว่าหากฉี่เป็นสีม่วง ก็สันนิษฐานว่าอาจจะมีสารเสพติดในร่างกายของเจ้าของปัสสาวะเท่านั้น แต่ก็ยังปักใจเชื่อไม่ได้ว่าเจ้าของปัสสาวะเสพยาจริง เนื่องจากสารที่ใช้ในการตรวจสอบดังกล่าวนั้น สามารถให้ผลบวกหรือ’ฉี่ม่วง’ กับสารหลายชนิดนอกจากยาเสพติดเช่น คลอเฟนนิรามีน ซึ่งใช้เป็นยาแก้หวัด หรือรานนิติดีน ที่ใช้เป็นยาแก้โรคกระเพาะเป็นต้น การตรวจพบว่า’ฉี่ม่วง’ในขั้นแรกแล้วนั้น จึงต้องทำการทดลองต่อ โดยนำปัสสาวะนั้นมาทำขั้นตอนทางเคมีต่อไปอีก เพื่อดูว่า ที่’ฉี่ม่วง’ เกิดจากสารตัวใดกันแน่ หรืออาจต้องใช้ขบวนการอย่างอื่นเช่นการเจาะเลือดไปพิสูจน์ร่วมด้วยก็ได้ แต่ถ้าฉี่สีไม่ม่วงก็ให้สันนิษฐานว่าอาจจะไม่มีสารเสพติดที่สงสัยอยู่ในร่างกายของผู้เป็นเจ้าของปัสสาวะเท่านั้น แต่การที่ตรวจพบว่าหลังจากหยดสารที่ตรวจสอบลงไปแล้วเกิดการแยกชั้นและแต่ละชั้นมีหลายสีนั้นก็ไม่ได้บ่งบอกอะไร แต่เจ้าหน้าที่ก็จะเก็บข้อมูลนั้นไว้ แล้วไปทำการทดลองทางเคมีอย่างละเอียด เพื่อแยกสารในปัสสาวะต่ออีกทีหนึ่งเพื่อพิสูจน์ว่าในปัสสาวะนั้นมีสารใดบ้าง เป็นยาอะไร จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าเจ้าของปัสสาวะนั้นเสพยาหรือไม่ หรือกินยาอะไรเข้าไป เนื่องจากการตรวจสอบว่า ‘ฉี่ม่วง’นั้นเป็นการตรวจสอบเพียงเบื้องต้นเท่านั้น ไม้ได้เป็นการชี้ขาดว่าบุคคลผู้นั้นเสพยา หรือเสพยาเสพติดสายพันธุ์ใหม่

reference:
วรางค์ บุญช่วย, ดวงพร อภิกันตพันธ์ , คู่มือการตรวจหายาบ้ายาอีในปัสสาวะ, กองควบคุมวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ธันวาคม 2541: หน้า 5-7

     ตามที่มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 05/03/2546 ในหัวข้อ”หันไปดมกาว-ดูดยากันยุง” โดยในหัวข้อข่าวนั้นเสนอว่าผู้ผลิตยาบ้าได้นำสตริกนินหรือยาเบื่อสุนัข ยาฆ่าหญ้า และน้ำยาอาบศพหรือฟอร์มาลิน มาผสมในยาบ้าที่ขายกันในท้องตลาดเพื่อเร่งให้ยาแรงขึ้นนั้น ขอเรียนว่า ในขณะนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ยังไม่ได้รับรายงานผลวิเคราะห์ทางเคมี จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีสารดังกล่าวผสมอยู่จริงหรือไม่ แต่หากมีการนำสารดังกล่าวผสมลงในยาบ้าจริง นอกจากผู้เสพยาบ้าจะได้รับพิษภัยจากตัวยาบ้า คือ แอมเฟตามีน เมทแอมเฟตามีนแล้ว ยังอาจได้รับสารพิษอื่นๆ อีกมากมายที่ตกค้างอยู่ในยาบ้า
ข้อมูลทั่วไปของสารตามที่เป็นข่าว
สตริกนิน (strychnine)  เมื่อรับประทานเข้าไปในขนาดสูงๆ มีผลกัดเนื้อเยื่อของคน อาจทำให้ตาบอดได้ และไม่สามารถรักษาให้กลับมามองเห็นเหมือนเดิมได้ ทำให้ชัก หยุดหายใจ และตายได้
น้ำยาอาบศพหรือฟอร์มาลิน เมื่อรับประทานเข้าไปในขนาดสูงๆ มีผลต่อทางเดินหายใจ ทำให้หายใจลำบาก เกิดเลือดออกในกระเพาะอาหาร คลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นผิดปกติ ทำให้เกิดความผิดปกติกับตา และอวัยวะสืบพันธุ์ โคมา และตายได้ในที่สุด
ยาฆ่าหญ้า เมื่อรับประทานเข้าไปในขนาดสูงๆ ทำให้เกิดเลือดออกในกระเพาะอาหาร คลื่นไส้อาเจียน อวัยวะเพศชายเกิดอาการอักเสบ มีไข้สูง มึนงง เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับตาและผิวหนัง และอาจทำให้ถึงตายได้

references:

http://infoventures.com/e-hlth/pestcide/strychni.html

http://www.cdc.gov/niosh/rtecs/lp882f48.html
http://forests.org/articles/reader.asp?linkid=6680

     ตามที่มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดยข่าวลงวันที่ 04/02/2546 หน้า 1,10,19 โดยมีหัวข้อข่าวคือ “มหันตภัย’ยาตัวใหม่’ โจ๋ใต้กำลังฮิต” และหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 03/02/2546 ปีที่ 7 ฉบับที่ 2293 หน้า 1 และ 12 ในหัวข้อ “ยากันยุงปนยาหวัดมหันตภัย’เสพติด’ระบาด ที่นราธิวาสอันตรายตายทันที “โดยกล่าวถึงว่ายาบ้าตัวใหม่ที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้น จากพ่อค้าคิดสูตรขึ้นใหม่มามอมเมาแทน “โคเดอีน” หลังจากทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มีมาตรการคุมเข้มยาแก้ไอที่มี “โคเดอีน” เป็นสูตรผสม โดยสูตรยาดังกล่าว ในหนังสือพิมพ์ กล่าวว่าประกอบด้วยยากันยุงขด ผสมกับยาน้ำแก้หวัดที่มียาคอเฟนิลามีน ยากล่อมประสาทประมาณ 5-10 เม็ด น้ำอัดลมขนาด 1 ลิตร เครื่องดื่มชูกำลัง มาผสมเข้าด้วยกันแล้ว ทำให้มึนเมาหนักกว่ายาแก้ไอโคเดอีนนั้น กลุ่มงานวิจัยและพัฒนา เห็นควรแจงรายละเอียดของข้อเท็จจริง ของตัวยาดังกล่าวข้างต้นดังต่อไปนี้
โคเดอีน (codeine)

เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น (opium) ที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system, cns) มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาคือออกฤทธิ์ระงับอาการไอ โดยการกดศูนย์การไอ และระงับการไอได้ดีมาก และนอกจากนี้ยังสามารถออกฤทธิ์ระงับปวดในขนาดต่ำถึงปานกลางได้ดีด้วย เมื่อใช้ในขนาดยาที่เหมาะสมหรือตามแพทย์สั่ง แต่เมื่อใช้ในขนาดที่ไม่เหมาะสมหรือใช้ในขนาดที่สูง จะทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุข (euphoria)ได้ แต่ถ้าเสพติดต่อกันสักระยะอาจทำให้เกิดการเสพติดได้ แต่ถ้าเสพในขนาดที่สูงมากๆ อาจทำให้กดสูญหายใจทำให้ถึงตายได้เช่นกัน ตามกฎหมายได้จัดยากลุ่มนี้ไว้เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 2 ส่วนยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของโคเดอีน จัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 3 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 (ดูบทกำหนดโทษ)
คลอเฟนิรามีน
คลอเฟนนิรามีน จัดอยู่ในกลุ่มของยากลุ่ม antihistamine ที่ใช้เป็นยาแก้หวัด เมื่อรับประทานยาชนิดนี้เข้าไปแล้วจะทำให้เกิดอาการง่วงนอน หรือมึนงงได้ เนื่องจากยาชนิดนี้มีฤทธิ์กดประสาทเช่นกัน ตามกฎหมายจัดยากลุ่มนี้เป็นยาอันตราย
ยากล่อมประสาท
ส่วนมากที่ใช้มักเป็นกลุ่ม benzodiazepine เช่น diazepam, alprazolam, nitrazepam, midazolam เป็นต้น ซึ่งยากล่อมประสาทพวกนี้ จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 (ดูบทกำหนดโทษ) วัตถุออกฤทธิ์เหล่านี้ออกฤทธิ์สงบประสาท คลายความวิตกกังวล และในบางครั้งเมื่อใช้ในขนาดยาที่ไม่เหมาะสมหรือใช้ในขนาดที่สูงๆ อาจทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุข ง่วงซึม มึนเมา หรืออาจทำให้เห็นภาพหลอนได้
คาเฟอีน
โดยทั่วไปเราจะได้ยินชื่อของสารนี้อยู่ในพวกเครื่องดื่มชูกำลัง และน้ำอัดลมต่างๆ รวมทั้งเครื่องดื่มกาแฟต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟกระป๋อง กาแฟชงสด หรือในผงกาแฟที่ขายทั่วไปตามท้องตลาดก็ตาม แต่ตามกฎหมายได้จัดคาเฟอีนเป็นได้ทั้งอาหารและยา แต่เมื่อเร็วๆ นี้กลุ่มงานวิจัยและพัฒนา ได้รวบรวมข้อมูลจาก internet และพบว่าในสหรัฐอเมริกา มีข่าวว่ามีการใช้คาเฟอีนในขนาดที่สูงขนาดหนึ่ง แล้วทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุข (euphoria) โดยผู้เสพได้เสพกาแฟหรือดื่มน้ำอัดลมแทนเครื่องดื่มปกติที่เป็น soft drink หรือเครื่องดื่มที่ไม่มีอัลกอฮอล์ผสม เมื่อดื่มได้ขนาดหนึ่งมีหลายคนที่พบว่า เมื่อดื่มแล้วจะพบอาการเคลิ้มสุข ตื่นตัวพร้อมที่จะทำงานหนักๆได้ และในบางคนยังพบว่าการรับรู้เปลี่ยนแปลงไป หรือเห็นภาพหลอนด้วย และในบางคนพบว่าเกิดอาการนอนไม่หลับ ปวดศีรษะมาก ใจสั่นจนผู้ดื่มเกรงว่าจะเกิดอาการหัวใจวาย แต่เมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว อาการต่างๆ ดังกล่าวก็จะหายไปรวมทั้งอาการเคลิ้มสุขด้วย แต่ในบางคนมีการรับยาอย่างอื่นเพิ่มด้วย โดยไม่ทราบว่ายาดังกล่าวเกิดปฏิกิริยาเสริมฤทธิ์กับคาเฟอีน แล้วทำให้เกิดอันตรายได้ เช่นในบางคนเกิดอาการวิตกกังวล หรือในบางคนเกิดอาการคุ้มคลั่ง (panic attack) และในบางรายถึงขนาดต้องเข้าโรงพยาบาล      แต่ในบางคนยังมีการใช้คาเฟอีนในทางที่ผิดมากกว่าที่กล่าวมาอีกคือกินกาแฟก่อนที่จะเสพ lsd เพราะเชื่อว่าเมื่อเสพแล้ว จะทำให้เกิด trip ที่สนุกมากขึ้น และทำให้เกิดอารมณ์ดี
จากการศึกษาเกี่ยวกับคาเฟอีน พบว่ามีเครื่องดื่มหลายอย่างที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบอยู่
เช่น ชา (tea), กาแฟ (coffee), เครื่องดื่ม soft drink บางชนิด,เม็ดกาแฟ ฯลฯ รวมทั้งยาบางชนิด ช็อกโกแลต และนอกจากนี้มีข้อมูลพบว่าในน้ำอัดลม จะมีปริมาณคาเฟอีนเป็นปริมาณไม่เท่ากัน (mg.) เมื่อวัดในปริมาณน้ำอัดลมกระป๋องขนาด 12 oz. เช่น
diet pepsi มีปริมาณคาเฟอีน 35.4 mg.
pepsi cola มีปริมาณคาเฟอีน 37.2 mg.
coca-cola มีปริมาณคาเฟอีน 45.6 mg. เป็นต้น
และจากข่าวยังกล่าวว่านอกจากส่วนผสมที่กล่าวมาแล้ว ยังใช้ยากันยุงชนิดขดซึ่งมีส่วนผสมของไพเรทิน ซึ่งมีฤทธิ์เบื้องต้นทำให้เกิดอาการมึนเมาผสมด้วย ซึ่งสูตรผสมดังกล่าวอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้เสพได้ เนื่องจากพิษของไพเรทิน ซึ่งไม่ได้จัดเป็นอาหารหรือยา แต่จัดเป็นวัตถุมีพิษ และนอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของคาเฟอีนเป็นจำนวนมาก จากน้ำอัดลมร่วมกับเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการใจสั่น ยิ่งถ้าผสมจำนวนคาเฟอีนในขนาดสูงมากๆ และผู้เสพมีสุขภาพไม่ดีอยู่แล้วอาจทำให้เกิดอาการใจสั่น และอาจเกิดอันตรายต่อผู้เสพได้ นอกจากนี้ยังมีคลอเฟนิรามีน ร่วมกับยากล่อมประสาทซึ่งเสริมฤทธิ์กัน ทำให้เกิดอาการมึนงง และง่วงนอนได้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อการขับขี่ยานพาหนะ หรือใช้เครื่องจักรกลได้ และยาสูตรผสมนี้สามารถทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุขได้ เนื่องจากการเสริมฤทธิ์กันระหว่างยากล่อมประสาท และคาเฟอีนจำนวนมาก ในน้ำอัดลมรวมทั้งเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งส่วนผสมดังกล่าวไม่แน่นอน ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่ายาสูตรผสมดังกล่าว สามารถทำให้เกิดอาการมึนงง รวมทั้งเกิดอาการเคลิ้มสุขได้ แต่ไม่สามารถรับรองความปลอดภัยได้ เนื่องจากเหตุผลต่างๆที่กล่าวมาแล้วข้างต้น


          เนื่องจากมาตรการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังทำให้ยาบ้าขาดแคลนในท้องตลาด จึงมีผู้นำพาราเซตามอลมาทำยาบ้าปลอม และผู้เสพจึงเสพยาบ้าปลอมหรือพาราเซตามอลมาเสพ อย่างที่เคยเสพโดยมีบางคนนำมาลนไฟ กองควบคุมวัตถุเสพติด จึงได้ทำการหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสพพาราเซตามอลลนไฟนี้ และได้ข้อสรุปของการเสพก็คือ ‘พาราเซตามอล’ จะสลายตัวเมื่อมีอุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส ซึ่งขณะที่เผาแล้วในบรรยากาศซึ่งโดยธรรมดามีน้ำเป็นองค์ประกอบ พาราเซตามอลก็จะสลายตัวแล้วทำปฏิกิริยากับน้ำแล้วจะได้สารที่มีชื่อว่า ‘พาราอมิโนฟีนอล’ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดการเสพติดแต่ประการใด แต่ถ้าการเผานั้นไม่มีน้ำเป็นองค์ประกอบในการเผา ก็จะกลายเป็นคาร์บอนหรือถ่านนั่นเอง แต่เนื่องจากในการเสพยาโดยการเผา เราไม่สามารถทราบได้ว่าอุณหภูมิที่ใช้เผานั้นมากกว่าหรือน้อยกว่า 170 องศาเซลเซียส แต่หากว่าอุณหภูมิที่ใช้เผาน้อยกว่า 170 องศาเซลเซียส สารที่ได้จากการเผาที่ผู้เสพทำการสูดดมเข้าไปนั้นก็คือ ‘พาราเซตามอล’ ซึ่งจะออกฤทธิ์ต่อร่างกายเหมือนการกินพาราเซตามอล ที่ใช้เป็นยาแก้ปวดลดไข้ธรรมดานั่นเอง ซึ่งเมื่อเสพในขนาดที่สูงๆ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าจะเกิดพิษต่อตับ


references:
อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร